
แนะนำตัว
สวัสดีครับ ผมชื่อเอื้อนะครับ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยพะเยา ได้มีโอกาสมาฝึกงานที่ Banana Coding ในตำแหน่ง Developer ครับ โดยฝึกงานตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน รวมระยะเวลาประมาณ 5 เดือนครับ
รู้จักกับ Banana Coding ได้ยังไง?
ช่วงที่มหาวิทยาลัยประกาศให้เริ่มเตรียมหาที่ฝึกงาน ผมก็เริ่มค้นหาบริษัท Software House ในเชียงใหม่หลาย ๆ ที่ครับ เพื่อหาบริษัทที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับตัวเอง แล้วก็ได้มาเจอกับ Banana Coding
ตอนแรกผมลองเข้าไปดูเพจของบริษัทก่อน แล้วเห็นบรรยากาศของบริษัทที่ดูเป็นกันเอง มีกิจกรรมต่าง ๆ มีเล่นบอร์ดเกมกัน แล้วก็มีของกินบ่อย ๆ ด้วยครับ 5555 พอเห็นแล้วก็รู้สึกว่า เออ…ที่นี่ดูน่าสนใจดีนะ ดูเป็นบริษัทที่บรรยากาศสบาย ๆ และน่าจะเหมาะกับเรา
แล้วก็เป็นจังหวะเดียวกับที่บริษัทเปิดรับสมัครเด็กฝึกงานพอดี โพสต์รับสมัครขึ้นมาในเพจเลย ผมก็เลยกดเข้าไปกรอกใบสมัครแล้วส่งไปแบบมั่นใจมากครับ
ที่สำคัญคือตอนนั้นผมยังไม่ได้ยื่นสมัครที่อื่นเลย Banana Coding เป็นบริษัทแรกที่ผมตัดสินใจเลือกสมัครฝึกงานครับ
หลังจากนั้นทางบริษัทก็ติดต่อกลับมาว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก แล้วก็มีแบบทดสอบให้ทำก่อน หลังจากตรวจแบบทดสอบแล้วก็จะมีรอบสัมภาษณ์อีกที
พอผ่านทั้งแบบทดสอบและรอบสัมภาษณ์มาได้ สุดท้ายผมก็ได้กลายมาเป็นเด็กฝึกงานของ Banana Coding เรียบร้อยครับ
ช่วง Bootcamp
หลังจากผ่านการสัมภาษณ์และรู้แล้วว่าจะได้มาฝึกงานที่นี่ ช่วงสองสัปดาห์แรกของการทำงานจะเป็นช่วง Bootcamp ครับ
ทางบริษัทจะจัด Bootcamp ให้กับเด็กฝึกงานทุกคน เพื่อปรับพื้นฐานและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท รวมถึงได้เรียนรู้ Technology ที่บริษัทใช้ อย่างเช่น Ruby on Rails และพื้นฐานอื่น ๆ ที่เราควรรู้ก่อนจะเข้าไปทำงานจริง
สำหรับผม ช่วง Bootcamp รู้สึกเหมือนกลับมาเริ่มเรียนในคลาสใหม่อีกครั้งเลยครับ 5555 เพราะได้เรียนหลายเรื่องมาก และหลายอย่างก็เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยใช้มาก่อน
แต่ผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเด็กฝึกงาน เพราะบริษัทไม่ได้ให้เราเข้ามาแล้วโยนเข้า Project จริงทันที แต่จะช่วยปูพื้นฐานให้เราก่อน
ทำให้เราได้เห็นภาพว่าที่บริษัทเขาทำงานกันยังไง ใช้อะไรบ้าง และพอถึงเวลาที่ต้องเข้าไปทำงานจริง เราก็มีพื้นฐานติดตัวไปแล้วระดับหนึ่ง ทำให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้นครับ
ช่วงเข้า Project จริง
หลังจากจบ Bootcamp ผมก็ได้เข้า Project จริงทันทีครับ โดย Project ที่ผมได้รับคือการ Upgrade ระบบ Pastel และ New Sandclock ซึ่งเป็นระบบที่บริษัทมีการใช้งานจริงอยู่ในทุกวัน
ตัวระบบเดิมค่อนข้างมีอายุแล้วครับ ใช้งานมาประมาณ 10 ปี และไม่ได้มีการ Upgrade ครั้งใหญ่มานาน ทำให้ Project นี้ถือว่าค่อนข้างท้าทายสำหรับเด็กฝึกงานอย่างผม
ทีมที่ทำ Project นี้มีทั้งหมด 3 คนครับ เป็น Developer 2 คน และ DevOps 1 คน
ในช่วงแรกพวกเราต้อง Research กันค่อนข้างเยอะ เพราะ Ruby on Rails เป็น Technology ที่ผมยังไม่เคยได้สัมผัสและใช้งานจริงมาก่อน
พอได้มาลองเขียนจริง ๆ ก็รู้สึกว่า Rails มีความ “Magic” เยอะมากครับ 5555 บางอย่างเราเขียนไปนิดเดียว แต่มันจัดการอะไรให้เราหลายอย่างมาก ตอนแรกก็มีหลายครั้งที่รู้สึกว่า “เอ้า มันทำได้ยังไง” แต่พอได้ศึกษาและลองทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นครับ
หลังจากเริ่ม Project จริง ทาง PM ก็จะมีการสร้าง Task และวางแผนงานไว้อย่างค่อนข้างชัดเจน ว่าในแต่ละ Phase เราต้องทำอะไรบ้าง ต้องทำถึงจุดไหน และหลังจากนี้จะไปทำอะไรต่อ
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมชอบมากครับ เพราะทำให้เราไม่ได้รู้แค่ว่าวันนี้ต้องทำอะไร แต่เรายังเห็นภาพรวมด้วยว่างานที่กำลังทำอยู่เชื่อมต่อไปหาอะไร และในอนาคต Project จะเดินไปทางไหน
ทำให้ผมสามารถวางแผนการทำงานของตัวเองได้ดีขึ้น และรู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงไหนของ Project ครับ
พอทำตามแผนที่วางไว้ ผมกับเพื่อนก็สามารถพัฒนางานตาม Task ได้เรื่อย ๆ และงานก็ดำเนินไปตามแผนได้ค่อนข้างดีครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าได้เรียนรู้เยอะมากจากการทำ Project จริงก็คือเรื่อง Code Review
ทุกครั้งที่เราทำงานเสร็จและส่ง Pull Request จะต้องมีรุ่นพี่เข้ามาช่วย Review Code ก่อน ถึงจะสามารถ Merge งานผ่านได้
ผมชอบขั้นตอนนี้มากครับ เพราะรุ่นพี่ไม่ได้แค่เข้ามาดูว่า Code ใช้งานได้หรือไม่ได้ แต่จะคอยดูรายละเอียดให้ด้วย
ถ้ามีตรงไหนที่เขียนแปลก ๆ หรือมีวิธีที่สามารถเขียนได้ดีกว่า รุ่นพี่ที่เป็น Reviewer ก็จะ Comment และแนะนำให้เรา
บางครั้งผมก็คิดว่า Code ที่ตัวเองเขียนโอเคแล้ว แต่พอพี่ ๆ แนะนำอีกวิธีหนึ่งให้ ก็จะมีความรู้สึกว่า “เออ แบบนี้มันดีกว่าจริง ๆ ด้วย”
ตรงนี้ทำให้ผมไม่ได้แค่ทำ Task ให้เสร็จ แต่ได้เรียนรู้วิธีคิดและวิธีเขียน Code ที่ดีขึ้นจากการทำงานจริงไปด้วยครับ
บรรยากาศในการทำงาน
สำหรับบรรยากาศในการทำงาน ผมรู้สึกว่าที่นี่เป็น Safe Zone ที่ดีมากสำหรับผมครับ
บรรยากาศค่อนข้างอบอุ่นและเป็นกันเอง ตั้งแต่เพื่อนฝึกงาน รุ่นพี่ที่คอยช่วย Review Code ไปจนถึง PM ที่คอยดูแล Project ทุกคนสามารถพูดคุยกันได้แบบสบาย ๆ และผมไม่ได้รู้สึกกดดันในการทำงานเลยครับ
ถ้ามีปัญหาอะไรหรือสงสัยตรงไหนก็สามารถถามพี่ ๆ ได้ตลอด พี่ ๆ ก็จะช่วยอธิบาย ช่วยแนะนำ หรือบางเรื่องที่ยังไม่แน่ใจก็ช่วยกันหาข้อมูล ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้ต้องนั่งแก้ปัญหาอยู่คนเดียวครับ
นอกจากเรื่องงานแล้วก็ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทำด้วย อย่างช่วงเย็นก็มีชวนกันเล่นบอร์ดเกม ช่วยคลายเครียดหลังจากทำงานมาได้ดีมากครับ
แล้วก็แน่นอนว่ามีขนมให้กินเยอะมาก 5555 มีให้เลือกกินตลอด รวมถึงมีกาแฟที่สามารถชงกินเองได้ด้วยครับ
สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สำหรับผมมันช่วยให้การมาทำงานในแต่ละวันรู้สึกสบายใจมากขึ้น
ทำให้รู้สึกว่าที่นี่ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ที่เราต้องมานั่งทำงาน แต่เป็นสถานที่ที่เราอยู่แล้วรู้สึกสบายใจ และถ้ามีปัญหาอะไรก็ยังมีคนรอบข้างที่พร้อมช่วยเหลือเราครับ


สิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน
ตลอดระยะเวลาประมาณ 5 เดือนที่ได้ฝึกงานที่นี่ ผมรู้สึกว่าได้รับประสบการณ์กลับไปเยอะมากครับ เพราะนี่ถือเป็นประสบการณ์การทำงานในบริษัทจริง ๆ ครั้งแรกของผม
ตั้งแต่การเข้าออฟฟิศ การจัดการเวลาทำงาน การทำงานร่วมกับทีม ไปจนถึงกระบวนการพัฒนา Project จริง ซึ่งหลาย ๆ อย่างเป็นประสบการณ์ที่เราไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวครับ
ผมได้เห็นว่าการทำ Software จริง ๆ ไม่ใช่แค่การเขียน Code ให้ใช้งานได้
แต่มันมีตั้งแต่การคิด การออกแบบ การวางแผน การแบ่ง Task การพัฒนา การ Review Code การทดสอบ ไปจนถึงการช่วยกันแก้ปัญหาของคนในทีม
ทำให้ผมได้เข้าใจภาพของ Software Development Life Cycle มากขึ้น ว่ากว่าที่ Software หนึ่งตัวจะพัฒนาออกมาได้ มันต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง และแต่ละขั้นตอนมีความสำคัญยังไงครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากก็คือการวางแผนการทำงานของที่นี่ ตั้งแต่ช่วง Bootcamp ไปจนถึงการเข้า Project จริง ทุกอย่างค่อนข้างเป็นขั้นเป็นตอน มีการแบ่ง Task และเป้าหมายที่ชัดเจน
ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไร และหลังจากนี้ต้องไปต่อทางไหน
สำหรับผม ที่นี่เลยกลายเป็นเหมือน มาตรฐานแรกของการทำงานในบริษัท ที่ผมจะจำเอาไว้ครับ เพราะเป็นประสบการณ์แรกที่ทำให้ผมได้เห็นว่าการทำงานจริงที่ดีและเป็นระบบเป็นยังไง
นอกจาก Hard Skill แล้ว ผมยังได้ Soft Skill กลับไปเยอะเหมือนกันครับ ทั้งเรื่องการสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่น การแสดงความคิดเห็น การแก้ปัญหาร่วมกัน และการตัดสินใจในการทำงาน
รวมถึงที่บริษัทจะมี Tech Talk และ Friday Meeting ซึ่งนอกจากเราจะได้ฟังพี่ ๆ มาแชร์ความรู้และประสบการณ์แล้ว พวกผมเองก็มีโอกาสได้ทำ Tech Talk และออกไป Present ให้พี่ ๆ ฟังเหมือนกันครับ


ตอนแรกก็มีความกดดันและตื่นเต้นอยู่บ้าง 5555 แต่พอได้ลองทำจริง ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ดีมาก
เพราะมันช่วยให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น กล้าที่จะคิด กล้าที่จะพูด กล้าตัดสินใจ และกล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากกว่าเดิมครับ
พอมองย้อนกลับไป 5 เดือนที่ได้อยู่ที่ Banana Coding สำหรับผมมันผ่านไปเร็วมากครับ รู้สึกเหมือนเพิ่งเข้ามาไม่นาน แต่แป๊บเดียวก็ถึงช่วงท้ายของการฝึกงานแล้ว
ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ผมไม่ได้แค่เอาความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัยมาลองใช้กับ Project จริง แต่ยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากการทำงานจริง ได้ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา ได้ทำงานร่วมกับคนอื่น และได้เห็นมุมมองในการทำงานจากพี่ ๆ หลายคนครับ
อีกอย่างที่ผมได้เรียนรู้คือ ต่อให้แต่ละคนจะเก่งแค่ไหน แต่การมีทีมที่ดี มีเพื่อนร่วมทีมที่คอยช่วยกัน Support และสามารถสื่อสารกันได้ดี ก็ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นได้จริง ๆ ครับ
สำหรับผม Banana Coding เลยไม่ได้ให้แค่ประสบการณ์การฝึกงาน แต่ให้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานจริง มิตรภาพ และบรรยากาศการทำงานที่ดีมาก ๆ
ผมรู้สึกว่า 5 เดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่ามากครับ และหลาย ๆ สิ่งที่ได้รับจากที่นี่ ผมคิดว่าน่าจะกลายเป็นพื้นฐานและมาตรฐานที่ผมจะนำไปใช้ในการทำงานของตัวเองต่อในอนาคตครับ

























































