รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย ฟลุ๊ค (เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

สวัสดีครับ ผมชื่อ ฟลุ๊ค เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นปีที่ 4 ก่อนอื่นเลยนะครับสาขาของผมจะมีการฝึกงานและสหกิจรวมกันทั้ง หมดใช้ระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งทาง อาจารย์ จะเป็นผู้จัดหาบริษัทและจัดหาเพื่อนที่จะไปฝึกงานร่วมกันให้ ซึ่งจะเลือกได้แค่ว่าต้องการฝึกงานในเชียงใหม่หรือต่างจังหวัด ซึ่งตอนแรกผมก็ลังเลที่จะฝึกอยู่เชียงใหม่หรือต่างจังหวัด แต่พอพิจรณาจากสถานการช่วง โควิด นี้ ออกต่างจังหวัดน่าจะอันตราย และรวมทั้งอยู่เชียงใหม่น่าจะสะดวกในการใช้ชีวิตและเดินทางมากกว่าจึงได้ตัดสินใจฝึกงานอยู่เชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์ก็ได้จัดเลือกบริษัทให้เป็นที่ บานาน่าโคดดิ้ง แห่งนี้ ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ บริษัทมากเท่าไหร่ แต่คุ้นๆจากที่มี พี่ที่บริษัท มาสอนอบรมณ์ C# .net หลังจากที่รู้ที่ฝึกก็เลยค้นหาข้อมูล และได้เจอเว็บ Bananacoding แล้วก็ลองไปอ่าน ข้อมูลการฝึกงานและสิ่งที่ต้องเตรียมตัว หลังจากนั้นผมก็ได้ทําแบบสอบถาม ที่เยอะมาก (ฮ่าๆ) ซึ่งก็ตอบไปแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ข้อที่เป็นกึ่งๆโลจิกก็ตอบผิดด้วยความงง (ฮ่าๆ) หลังจากนั้นไม่นานพี่เค้าก็ติดต่อมาขอสัมภาษณ์ ซึ่งวันที่สัมภาษณ์ผมจําได้อย่างดี ว่าผมเกร็งและพูดอะไรไม่ค่อยถูก จนจบการสัมภาษณ์ไปซึ่งไม่นานเท่าไหร่แต่ความรู้สึกผมว่าสัมภาษณ์นานมากๆ หลังจากนั้นไม่นาน ทางบริษัทก็ติดต่อกลับมาว่ารับเข้าฝึกงานซึ่งได้เริ่มงาน 4 มกราคม ซึ่งผมดีใจมากที่ได้ตอบรับเข้าฝึกงานเนื่องจากที่สัมภาษณ์ไปกลัวว่าจะไม่ผ่านมากๆ

ตอนที่เริ่มมาฝึกงานวันแรกบอกเลยว่าเกร็งมากๆ ทําตัวไม่ถูก แต่พี่ๆก็เป็นกันเองมากๆ พอถึงตอนเที่ยงก็ชวนสั่งข้าว บางวันตอนเที่ยงก็มีการเล่นบอร์ดเกมกันสนุกๆ ระยะเวลาในช่วง สองอาทิตย์แรกจะเป็นการจัดสอน Bootcamp ซึ่งจะมีการสอนพื้นฐานในเรื่อง Azure board, HTML, RoR, Angular, Javascript/Typescript, TDD, Heroku ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานให้สําหรับการทํางานจริง ซึ่งในช่วงนี้เนื่องจากเป็น ช่วงโควิด ทําให้พี่บางคนทํางานอยู่บ้านทําให้คนมา บริษัท มีอยู่น้อยมากก็ทําให้รู้สึกเหงาหน่อยๆ ในช่วงแรก หลังจากที่เสร็จ Bootcamp ผมก็ได้คุยกับพี่เปี๊ยก CEO บริษัท แล้วพี่เปี๊ยกก็ได้ Assign ให้ศึกษา technology เพิ่มเติมเช่น Hotwire, Active Storage, Paper clip และ Bootstrap 5 เพื่อที่จะนําไปพัฒนาอัพเดทเว็บไซต์ Bananacoding ใน Codename :vNext ซึ่งในช่วงแรกๆก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าจะทําไม่สําเร็จ แต่ด้วยความช่วยเหลือของพี่ๆเวลาเราติดปัญหาก็ทําให้ทําผ่านมาได้ด้วยดี ถึงแม้จะดําเนินงานช้าไปเกินเวลาที่คาดไว้ ซึ่งต้องยอมรับว่าตัวผมไม่ได้เก่งอะไรเลยจึงทําให้การทํางานมีปัญหาและติดนิสัยเวลาที่ไม่รู้อะไรก็จะพยายามหาไปเรื่อยๆโดยไม่ถามพี่ๆ ซึ่งหลังๆพอเริ่มรู้ตัวว่าถ้าเป็นอย่างนี้งานจะดําเนินไปช้าจึงได้เริ่มสอบถามพี่ๆซึ่งพี่ๆก็ให้คําปรึกษาและช่วยเหลือได้อย่างดีทําให้งานดําเนินต่อไปได้ครับ

หลังจากที่ได้ฝึกงานมาเป็นระยะเวลา 4 เดือน ทําให้ผมรู้ได้ว่าประสบการณ์ที่ได้ทํางานจริงๆกับมหาวิทยาลัยอยู่คนละโลก ถึงแม้จะเคยได้จับงานจริงมาบ้างในมหาวิทยาลัยแต่ความรู้สึกมันก็สู้ไม่เท่ากับงานในบริษัท (อาจจะเพราะกลัวว่าจะทําให้บริษัทไม่ได้ด้วย ฮ่าๆ) ความรู้ในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงความรู้เล็กที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาซึ่งการทํางานจริงๆต้องอาศัยประสบการณ์การใฝ่รู้การค้นหาข้อมูลจึงจะเก่งขึ้น ต้องคอยพัฒนาตัวเองเพื่อให้ตามทันเทคโนโลยีต่างๆ ไม่งั้นเราจะล้าหลังและติดอยู่กับการพัฒนาโดยเทคโนโลยีเดิมๆ ซึ่งไม่มีการพัฒนาตัวเอง อย่างที่เค้าบอกกันว่าคนเรียน ทํางาน สายนี้ต้องหมั่นพัฒนาตนเองเพื่อให้ตามทันสิ่งใหม่ๆ ซึ่งหลังจากฝึกงาน ทําให้ผมรู้ได้ว่ามันเป็นความจริง 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆที่คอยดูแลและฝึกสอนการทํางานให้มาตลอดระยะเวลาการฝึกสหกิจทั้ง 4 เดือนนี้ ผมมีความรู้สึกอบอุ่น รู้สึกชอบบรรยากาศการทํางานของบริษัทนี้ การทําโปรเจคนี้ทําให้ผมได้รับความรู้ และการทํางานเป็นทีมซึ่งในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมีในส่วนนี้ และตลอดระยะเวลาในการฝึกสหกิจนี้ผมมีความสุขมากๆครับ ขอบคุณจริงๆครับ

รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย เฟิร์ส (เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

            สวัสดีครับผมชื่อ เฟิร์ส เป็นนักศึกษาจากสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้เชียงใหม่ ก่อนอื่นเลยสาขาของผมจะมีการส่งตัวนักศึกษาไปฝึกสหกิจศึกษาในเทอม 2 ของชั้นปีที่ 4 โดยทางอาจารย์จะมีการจัดหาบริษัทที่จะส่งตัวนักศึกษาไปฝึกสหกิจในระยะเวลา 4 เดือน ผมได้รู้จักบริษัทบานาน่าโคดดิ้ง จากอาจารย์ในสาขาและได้เข้าไปค้นหาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทจึงทำให้ผมสนใจที่จะฝึกสหกิจศึกษาที่บริษัทนี้ ผมเลยเข้าไปกรอกใบสมัครสหกิจศึกษาในเว็บซึ่งมีคำถามเยอะเเยะมากมายให้เรากรอกและเจอคำถาม งงๆ อีกมากมายฮ่าๆๆ และในที่สุดเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง มีพี่จากบริษัทบานาน่าโคดดิ้งโทรเข้ามาหาในตอนเช้า และแจ้งว่าให้สอบสัมภาษณ์ในตอนบ่าย เมื่อถึงตอนบ่ายพี่ก็ส่งเมลมาให้ผมเข้าไปสอบสัมภาษณ์ ตอนแรกผมก็รู้สึกกลัวๆ เพราะยังไม่เคยสัมภาษณ์งานจริงมาก่อนแต่พอได้คุยกับพี่แล้วก็ไม่มีความกลัวเลยพี่คุยดีและถาม-ตอบกันแบบชิลๆมาก พี่ถามว่าถ้ามาฝึกที่นี่ไม่ได้ใช้ภาษาที่เราเรียนมาจะโอเครหรือเปล่าเพราะที่บริษัทจะเขียนด้วยภาษา Ruby, C# ผมก็ตอบกลับไปว่า “โอเครครับ ผมอยากเรียนรู้และศึกษาในภาษาใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยได้เรียน” และอีกไม่กี่วันอาจารย์ก็แจ้งให้ผมทราบว่าพี่จากบริษัทบานาน่าโคดดิ้งส่งเมลมาบอกแล้วว่าสอบสัมภาษณ์ผ่านและเริ่มฝึกสหกิจศึกษาในวันที่ 4 มกราคม 2564 ผมดีใจมากที่จะได้มาฝึกสหกิจศึกษาที่บริษัทนี้

            ช่วงที่เข้ามาฝึกงานในวันแรกๆ ผมก็อาจจะมีอาการเขินๆ อายๆ ไม่กล้าพูด ไม่ค่อยกล้าไปปรึกษากับพี่ๆในบริษัท หลังจากนั้นก็ได้เรียนรู้ Bootcamp ที่ทางบริษัทได้สอนในระยะเวลา 2 อาทิตย์แรก ได้ทำการบ้านและได้เรียนอะไรใหม่ๆ อย่างเช่น การใช้ Github, Azure Board, Rails MVC, Rails Testing, Rails admin, JS, DevOps จากพี่ๆที่สอนใน Bootcamp พี่ๆใจดีมาก คอยสอน ให้คำปรึกษาทุกๆอย่าง ซึ่งหากพบปัญหาหรือมีข้อสงสัยอะไรในการทำงานก็สามารถสอบถามจากพี่ๆได้ตลอด ตอนเที่ยงก็ชวนกันสั่งอาหารมากินที่บริษัท เนื่องจากสถานการณ์โควิดจึงทำให้ไม่ค่อยกล้าที่จะออกไปไหน พอกินข้าวเสร็จบางวันก็มีการชวนกันเล่นบอร์ดเกมนั่งเป็นวงกันอย่างสนุกสนาน ที่บริษัทก็จะมีนม ขนม น้ำอัดลม ชา กาแฟด้วย ซึ่งผมกินบ่อยมากกกก พอจบการเรียน Bootcamp พี่เปี๊ยกก็ได้ให้ลองทำ Paper clip, Active Storage, Hotwire, Bootstrap 5 และให้ไปศึกษา Rspec เพิ่มเติม และหลังจากนั้นผมก็ได้ไปเข้าร่วมโปรเจคที่ชื่อว่า vNext ในช่วงแรกๆ ผมก็มีความกลัวๆ เล็กน้อยว่าเราจะทำได้หรือเปล่า ส่งงานทันตามกำหนดหรือไม่ พอหลังๆได้เข้าไปศึกษาพูดคุยกับพี่ๆ และได้ทำความรู้จักสนิทกันมากขึ้นก็ทำให้ผมได้รับความรู้หลายอย่างและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโปรเจคงานได้ ซึ่งสามารถทำให้งานเดินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            หลังจากที่ได้ฝึกสหกิจศึกษาเป็นระยะเวลา 4 เดือน ระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 ทำให้ผมได้รับทักษะการเขียนโปรแกรม ทักษะการทำงาน ทักษะการสื่อสารการทำงานเป็นทีม รวมถึงได้รับความรู้จากพี่ๆ ที่คอยสอนและให้คำปรึกษาอย่างมากมาย ทำให้ผมได้มีประสบการณ์การทำงานจริงที่ไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน

            สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณพี่ๆ บริษัท บานาน่าโคดดิ้ง ที่คอยอบรมสั่งสอนคอยให้คำปรึกษา และดูแลในตลอดระยะเวลา 4 เดือนนี้ ผมดีใจและมีความสุขความอบอุ่นมากครับที่ได้ร่วมงานกับพี่ๆ สุดท้ายจริงๆ ผมอยากจะขอบคุณพี่ๆ จากใจจริงครับ ขอบคุณครับ

รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย นิ้ง (วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนเลย เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4  สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ขอบอกก่อนเลยนะ ว่าเราเป็นเด็กคนนึงที่ไม่ค่อยเก่งซักเท่าไหร่ ระดับการเรียนก็ปานกลาง ซึ่งวันนี้จะมาแชร์ประสบการณ์การฝึกที่ บริษัท บานาน่าโคดดิ้ง จำกัด ตำแหน่ง Software developer ว่าในระยะเวลา 2 เดือนนั้น เราได้รับอะไรกลับมาบ้าง

เริ่มจากมาฝึกงานที่บริษัทนี้ได้ยังไง ?

ส่วนตัวเรารู้จักบ.นี้จากรุ่นพี่คนนึง ที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ เราจึงเริ่มค้นหาเว็บไซต์บริษัท รูปภาพ กิจกรรม รวมไปถึงทีมงานในบ. ตอนที่เข้าไปส่องก็เห็นว่าที่บ.ใช้  Ruby on Rails ซึ่งเป็นภาษาที่เราไม่เคยเรียนมาก่อนและไม่รู้จักมาก่อน  ก็เริ่มแอบหวั่นใจ (จะรอดไหมวะ) เราใช้เวลาเกือบ 2 เดือน ในการนั่งคิด พิจารณา คิดแล้วคิดอีก ส่องแล้วส่องอีก และฟังเสียงรือเสียงเล่าอ้างจากคนอื่นๆ ว่าบ.นี้ดีนะ การทำงานไม่เคร่งเครียดจนกดดัน พี่ๆใจดี อีกบราๆ จนตัดสินใจว่า โอเค เอาบริษัทนี้แหละ

พอทางสาขาเริ่มให้หาที่ฝึกงาน เราก็ยื่นคำขอฝึกงานไปทันที ระหว่างรอเมลตอบกลับ ก็แอบได้ยินเพื่อนๆหลายคนบอกว่า ยื่นคำขอ บ.นี้เหมือนกัน (อื้มมม คู่แข่งเริ่มเยอะละ) ระหว่างรอก็ทำใจ เลยยื่นบริษัทอื่นๆสำรอง (เผื่อแห้ว) แต่ในใจยังอยากฝึกงานบ. นี้!!!  ถึงขั้นไปบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะ 5555 แล้วทางบริษัทก็ส่งเมล ให้ตอบแบบสอบถาม ที่เอิ่ม….. ค่อนข้างแปลก แปลกจริงๆ เค้าไม่ถามเลย ว่าการเรียนเราเป็นยังไง  มีแต่คำถามที่เราคิดว่า เค้าจะรู้ไปทำไม 5555 (แต่เอาวะ อยากรู้ก็จะตอบให้) พอตอบเสร็จกดส่งจากนั้นก็รอคอยอย่างมีความหวัง วันแล้ววันเล่า และแล้ววันที่ทางบริษัทโทรมาตอบรับการฝึกงานก็มาถึง เย้!!!!!!!!! ซึ่ง… อีก 2 วันคืนวันสิ้นสุดการหาที่ฝึกงาน (เกือบไปแล้ว เกือบไม่มีที่ฝึกงานแล้ว)

ก้าวแรกของการฝึกงาน

สองสัปดาห์แรกของการฝึกงาน คือการ เข้าเรียน Bootcamp ก็เป็นการปรับพื้นฐานของเราอะแหละ จะสอนทุกอย่างที่จำเป็น ทั้ง Font end, Back end, Ruby on Rails, Typescript และอื่นๆ โดยจะมีพี่ที่ทำงานเวียนกันมาสอน พร้อมๆกับการทำความรู้จักพี่ๆไปด้วย ก่อนจะเริ่มฝึกงานจริง

เราชอบการฝึกงานของที่นี่นะ เหมือนแบบเรามาเรียนรู้งานจริง ตอนมา มาแต่ตัว แต่ตอนกลับได้ความรู้กลับแน่ๆ ช่วงแรกก็แอบเกร่ง ไม่กล้าถาม กลัวพี่ๆจะเกรี้ยวกราด แต่พอได้เริ่มเรียนเริ่มถามแล้ว ก็รู้เลยว่า พี่เค้าใจดีกันจัง ช่วยสอนเราให้เข้าใจสิ่งต่างๆในบ. เป็นการเปิดโลกการทำงานที่ดีเลยแหละ หลังจากครบสองสัปดาห์แล้ว พี่เค้าก็จะมานั่งคุยกับเรา ว่าเป็นยังไงบ้าง เห็นภาพรวมการทำงานแล้วหรือยัง อยากทำงานแบบไหน มีอะไรที่ยังไม่เข้าใจบ้าง ซึ่งเราว่าทางบ.เค้าก็ใส่ใจเด็กฝึกงานดีนะ

ในแต่ละวันทำอะไรบ้าง ?

และแล้วก็เข้าสู้การทำงาน ซึ่งเป็นโปรเจคจริง ที่ไม่ใช่โปรเจคที่สร้างขึ้นมาเพื่อสำหรับเด็กฝึกงาน โปรเจคที่มีลูกค้าจริง ทีมก็เป็นทีมงานที่ทำงานกันจริง!!! ไม่ใช่การเซ็ตขึ้นมาแต่อย่างใด เวลาเจอปัญหาก็เป็นปัญหาจริง Realสุดๆ ได้สัมผัสชีวิตการทำงานที่แท้ทรู แต่ก็มีพี่ 1 คนที่ประกบเราคอยสอน อธิบายงานให้เราอยู่นะ (บ. เค้าก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดน้านนน) ซึ่งเราสามารถถามได้เต็มที่ ที่จริงก็สามารถถามพี่ได้ทุกคนและพี่เค้าก็ยินดีตอบกันทุกคน ใจดีมากกกกกกก สำหรับการทำงาน ใช้หลักการทำงานแบบ Agile จะมาเป็น Task ที่พิจารณา แล้วว่าเราสามารถทำได้แต่บางงานก็ท้าทายอยู่เหมือนกัน โดยเริ่มจากงานเล็กๆน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มขึ้นมาทีละนิด

บรรยากาศในการทำงาน

เราว่าที่ บ.เค้าไม่ค่อยเน้นกฏระเบียบจ๋า เลยทำให้ความกดดันในการทำงานมีน้อย  หลักๆเค้าจะเน้นเรื่องความรับผิดชอบต่องานมากกว่า ถ้าว่างก็หาอะไรทำได้ แต่เมื่อไหร่ที่มีงานเข้ามาก็ต้องทำงานให้เสร็จก่อน ซึ่งเราว่าเราเลือก บ.ไม่ผิด  เรื่องการแต่งตัว แต่งยังไงก็ได้ แต่ก็ดูการเทศะด้วย

โต๊ะทำงานก็จะนั่งรวมกับพี่ๆไม่ได้มีการแบ่งแยกแต่อย่างใด พี่ๆก็เฟรนลี่เวลามีกิจกรรมก็ชวนเราร่วม ไม่ได้รู้สึกห่างเหินกันเลย แล้วก็มีแมวเมี๊ยว ไว้เล่นคลายเครียดด้วย น้อนน่ารักไม่หยิ่ง จกพุงนุ่มนิ่มได้ ที่สำคัญเลยคือมีขนมและเครื่องดื่มให้กินด้วย อันนี้ถูกใจสุดๆ 5555

แล้วได้รับอะไรจากการฝึกงานบ้าง?

อย่างที่ 1 การเรียนอะไรใหม่ๆ แน่นอนอยู่แล้วว่าตอนทำงานมันไม่เหมือนกันตอนเรียนเลยย เราต้องเจออะไรที่ในรั้วมหาลัยไม่เคยสอนเรา อย่างแรกเลยคือ ภาษาใหม่ที่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ 0 เลยทีเดียว วิธีการเขียนโค้ดที่เปลี่ยนไป ทำให้เรารู้ตัวชัดๆ เลยว่าการเขียนโค้ดเราคือ.. ไม่ได้เรื่องเลย เขียนก็ยาว วกวน  ในหัวว่างเปล่ามาก การทำงานงานในช่วงแรกจะออกมาอ๊องๆ เอ๋อๆ หน่อย ต้องปรับตัวพอสมควร เวลาเริ่มไปต่อไม่เป็นก็ได้พี่ๆ เข้ามาช่วยแนะนำ

อย่างที่ 2 การทำงานเป็นทีม ซึ่งต้องเข้าใจ เรียนรู้ ยอมรับ ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ และการสื่อสารกับคนในทีมอันนี้สำคัญมาก

อย่างที่ 3 ความรับผิดชอบที่มากขึ้น สมัยเรียนเราเป็นพวกถ้ายังไม่ใกล้เดดไลน์งานไม่เดิน แต่พอมาที่นี่คือไม่ได้เลยนะ เพราะเราต้องแข่งกับเวลา ช่วงแรกๆ ก็แอบเครียดตรงนี้นิดนึง ซึ่งเราก็ต้องคอยเตือน บังคับตัวเองให้ตั้งสมาธิทำให้เสร็จทันเวลา พอทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกดีเหมือนกันนะทำให้คิดได้แบบ เออว่ะงานแค่นี้เอง ทำแป๊ปเดียวก็เสร็จล่ะ รู้สึกว่าตัวเราขยันมากขึ้นเลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่

สุดท้ายนี้อยากฝากถึง บริษัท บานานา โค้ดดิ้ง ขอบคุณที่ให้โอกาศได้มาฝึกงานที่นี้ ทำให้ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเยอะมากๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี และก็ขอบคุณพี่ๆทุกคนที่คอยสอน คอยให้คำแนะนำ และคอยดูแลมาตลอด พี่ๆมีส่วนช่วยให้เติบโตมากขั้นจริงๆ ขอบคุณค่ะ

รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย ไอซ์ (วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

สวัสดีค่ะ เราชื่อไอซ์ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เราจะมารีวิวประสบการณ์การฝึกงานที่ บริษัท บานาน่า โค้ดดิ้ง ให้ได้อ่านกันค่ะ ตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเราต้องหาที่ฝึกงานตอยเทอม 1  เราได้ยื่นขอฝึกงานไปหลายที่ รวมถึงบริษัท  บานาน่า โค้ดดิ้ง ด้วย เรากังวลมากว่าจะหาที่ฝึกงานไม่ได้ ตอนที่บริษัท บานาน่า โค้ดดิ้ง ติดต่อมาว่าเราได้ฝึกงาน นี้คือโค้งสุดท้ายจริง เพราะเราต้องเขียนใบแสดงบริษัทที่ได้ไปฝึกงาน ไปส่งให้มหาลัยเป็นวันสุดท้ายพอดี บอกเลยความรู้สึกตอนนั้นคือดีใจมาก แต่เราก็แอบกังวลนะ เพราะเราไม่ใช้คนเก่ง และทางบริษัทก็ไม่ได้ใช้ window ในการทำงานด้วย แบบกลัวไปหมด ว่าจะเข้ากับพี่ๆที่บริษัทได้รึเปล่า คือบอกเลย ณ จุดๆนั้นทั้งดีใจทั้งกังวล 

คือก่อนหน้าที่จะเริ่มเข้ามาฝึกงานจะต้องเอาเอกสารมาส่งให้ที่บริษัทก่อน ก็เลยขับรถมอเตอร์ไซค์มากับเพื่อนที่ได้มาฝึกงานด้วยกัน บอกเลยนะคะว่า ร้อน รถติด มากๆ มีความงงทางนิดหน่อย พอมาถึงที่บริษัทก็มีความเกร็งๆ ทำตัวไม่ถูก แต่พี่ๆเขาก็ดูแลดี มีทักทายเราเป็นกันเอง  บรรยากาศก็เย็นสบาย ประทับใจสุดๆ  

เมื่อมาเริ่มฝึกงานที่นี่ พี่เข้าก็จะให้เราเข้า Bootcamp เป็น camp ที่พี่เข้าจะเข้ามาเทรนให้เราก่อนจะให้ลงมือทำงานจริงๆ ระยะเวลาที่ใช้ก็ประมาณ 1 เดือน พี่เข้าก็จะสอนเกี่ยวกับ การใช้งานภาษา หรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ทั้งหมด เช่น GitHub, Trello, Slack, Ruby on Rails , HTML+CSS+JS, Angular+TypeScript เป็นต้น พี่ในบริษัทจะสลับกันมาสอน ช่วงแรกที่เริ่ม เราไม่ค่อยได้เลยกลัวพี่เขาว่า เราเป็นคนเข้าใจอะไรยากต้องค่อยๆทำความเข้าใจ แล้วโน๊ตบุ๊คของเราก็มีปัญหา แต่พวกพี่เขาก็ไม่ว่าอะไรเราเลย ใจเย็นค่อยๆสอนเรา แล้วก็เอาแมคบุ๊คของบริษัทมาให้เรายื่มใช้แทน เรามีกำลังใจขึ้นมากเลย 

พอหมด Bootcamp พี่เขาก็ถามเราว่าสนใจงานทางไหนเป็นพิเศษ และพี่เข้าก็ให้เราจับโปรเจคจริง โดยที่มีพี่เลี้ยงคอยดูแล เราสามารถขอความช่วยเหลือหรือถามอะไรก็ต่ามที่เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับงานกับพี่เลี้ยงเราได้เลย เราได้สัมผัสกับบรรยากาศ และการทำงานจริงๆ มีการประชุมงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละอาทิตย์ ตอนแรกที่ได้งานมาคือ คิดในใจว่า “จะเริ่มทำจากตรงไหนดี ที่จะเขียนอะไรดี ขึ้น error แดงๆนี้มันพังอยู่ตรงไหน ”  มึนหัวสุดๆ แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี พี่ๆเขาก็ค่อยช่วยอยู่ตลอด ในส่วนพี่ๆที่ทำงาน คือพวกพี่เขาเก่งมาก ไม่บ่นหรือแสดงท่าทีรําคาญ เวลาเราถามคำถามเยอะๆ พี่ๆเขาเฟรนด์ลี่เข้าหาง่าย ชวนคุย เล่นเกม สนุกสนาน คือมันทำให้บรรยากาศในการทำงานไม่ได้ตึงเครียดเลยดูเป็นกันเองสุด ๆ มันช่วยลดความกดดันในตอนแรกที่ได้ทำงานได้มากเลย  

เราได้รับประโยชน์จากการฝึกงานมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก คือจากตอนแรกที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นเลย ก็เริ่มทำงานด้วยตัวเองได้ ได้เรียนรู้การทำงานแบบเป็นทีม เรามีระเบียบวินัยในการทำงานมากขึ้น มีความรับผิดชอบ คือเราก็บอกไม่ถูกนะว่าสิ่งที่เราได้รับจากการฝึกงานที่บริษัทนี้มันมากแค่ไหน เรารู้แค่ว่ามันเป็นอะไรที่เราจะหาไม่ได้จากการเข้าเรียนในชั้นเรียน หรือฟังอบรมในห้อง มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองให้มากขึ้น 

สุดท้ายนี้ก็อยากจะขอบคุณพี่ ๆ ในบริษัททุกคน ที่คอยช่วยเหลือในหลายๆ เรื่อง รวมถึงเพื่อน ๆ ที่มาฝึกงานด้วยกัน ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มฝึกงานจนจบการฝึกงาน  ขอบคุณบริษัทที่ให้โอกาศเราให้ได้เข้ามาฝึกงาน และที่อยากขอบคุณที่สุดก็คือตัวเอง ขอบคุณที่ยื่นขอฝึกงานที่บริษัทนี้ ขอบคุณที่ก้าวข้ามความกลัวต่างๆในใจมาได้ ทำให้เราได้เจอกับประสบการณ์ที่ดีแบบนี้  เราขอจบการรีวิวประสบการณ์การฝึกงานที่บริษัท บานาน่า โค้ดดิ้ง  แต่เพียงเท่านี้ค่ะ 

รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย เอ้ (วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

“ สวัสดีครับ ผมชื่อ เอ้ ณ วันที่เขียนบทความนี้ ผมอยู่ชั้น ปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ครับ วันนี้จะมาเล่าประสบการ์ณการ ฝึกงาน ( 2 เดือน ) และสหกิจศึกษา ( 4 เดือน ) ที่ Banana Coding ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันแล้วของการฝึกงานและสหกิจที่นี่ เลยอยากจะแชร์ความรู้สึกดีๆที่มีตลอดเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมาให้อ่านกันครับ “

ผมเกริ่นก่อนนะครับว่าสาขาที่ผมเรียนนั้นต้องหาสถานที่ฝึกงานและสหกิจ ก่อนจบปีที่ 3 เทอม 2 ให้ได้ ไม่ฉะนั้นก็ต้องฝึกในปีหน้าหรือฝึกที่สาขาแทนโดยส่วนตัวผมแล้วและเพื่อนๆเห็นพ้องต้องกันว่าต้องฝึกงานและสหกิจในปีนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นแล้วการหาที่ฝึกงานนั้นทุกคนต่างตบตีแย่งชิงกันหาสถานที่ฝึกงานและสหกิจกันชนิดที่ว่าดุเดือดกันสุดๆเลยละครับ โดยส่วนตัวผมแล้วก็แอบส่งไปหลายที่มากๆครับทั้งบริษัทอยู่ใน กทม หรือในตัวเมืองเชียงใหม่มีตอบกับมาบ้างมีนัดสัมภาษณ์บ้าง มีการสอบบ้างเพื่อวัดระดับความรู้บ้าง และแน่นอนครับ Banana Coding ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ผมยื่นสมัครซึ่งแน่นอนครับผมไม่ใช่คนๆเดียวแน่นอนที่ยื่นสมัคร ซึ่งผมก็แอบกลัวเหมือนกันเพราะแต่เพื่อนๆแต่ละคนเก่งกันมากและที่สำคัญเกรดดีอีกต่างหากต่างจากผมที่เกรดไม่ได้ดีได้แย่อะไร skillก็พอเขียนได้ แต่สุดท้ายไม่ว่าด้วยอะไรก็ตามผมก็ได้ฝึกงานที่นี้ละครับ เพราะฉะนั้น น้องๆ ที่เคยคิดว่าเกรดเราแย่เราไม่น่าได้หรอกอย่าไปยื่นสมัครแข่งกับเขาเลย ให้คิดใหม่ครับ ลองยื่นที่ Banana Coding ดูครับอย่าปิดโอกาสตัวเองล่ะ

เกริ่นซะยาวเลยมาเข้าเรื่องการฝึกงานและสหกิจกันครับ ก่อนอื่นเลยที่ Banana Coding น้องๆที่มาฝึกงานใหม่นั้นจะยังไม่ได้เริ่มทำงานหรือฝึกงานเลยนะครับ จะต้อง เข้า Bootcamp ก่อน 2 อาทิตย์ นะครับ ทีนี้น้องๆก็จะงงว่า Bootcamp คืออะไร Bootcamp ก็คือ เหมือนห้องเรียนสำหรับปูพื้นฐานๆที่พี่ Banana Coding จะซับเปลี่ยนหมุนเวียนมาสอน ในแต่ละวัน ตามแต่ละหัวข้อโดย ระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ครับ โดยจะสอนเกี่ยวกับ Git, Trello, HTML, CSS, Bootstrap, Ruby, RubyOnRails , JavaScript, Typescipt, Angular 2 หรือแม้กระทั่งการเขียน Test โดยการสอนแต่ละหัวข้อก็จะมีการบ้านให้มาฝึกทำหรือให้ทำในคาบเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่เรียนในวันนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

หลังจากที่ผ่าน Bootcamp แล้ว น้องก็จะได้ Mentor ( พี่เลี้ยง ) ของตัวเอง คอยช่วยเหลือน้องเวลามีปัญหาหรือไม่เข้าใจส่วนก็ถามพี่เขาได้ตลอดเวลาเลยละครับและน้องๆก็จะได้ Project งานเป็นขอตนเอง ซึ่งอาจเหมือนเพื่อนหรือไม่เหมือนเพื่อนอันนี้ก็แล้วแต่พี่ๆเขาจะเอาเราไปช่วยละนะ โดยครั้งแรกที่ได้จับงานรู้สึกเลยว่า “กดดัน และ เครียด” พอสมควรเลยทีเดียว แน่ละเพราะเราก็ไม่เคยทำงานมาก่อนละนะ อะไรต่างๆก็คิดไปเองซะหมด แต่พอเอาเข้าจริงๆ พี่เขาก็ไม่ได้ให้งานที่เกินความสามารถเราเลยนะ แรกงานที่ได้รับอาจจะง่ายๆหน่อยเช่น แก้ CSS เบื้องต้น แก้ปุ่มอะไรนิดๆหน่อย พอพี่เขามั่นใจ (รึเปล่า ?) ว่าเราเริ่มทำงานได้แล้วงานก็จะเริ่มๆค่อยยากขึ้นตามระยะเวลาแหละ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็สอบถามพี่เขาได้ตลอดเวลาเลย ถ้าไม่ได้ตรงไหนติดตรงไหน บางอย่างเราออาจะคิดมากไปหรือคิดไม่ถึงพี่เขาแก้ให้หมด เหมือนกับว่าไอที่ๆเราเขียนๆมาเนี่ยเหมือนเดินทางอ้อมโลกอย่างไรอย่างงั้นเลย พอพี่เขาแก้ให้กลายเป็น “สั้นง่ายได้ใจความ” เลยทีเดียว โดยงานที่เราจะได้รับก็แล้วแต่ว่าอาทิตย์นั้นๆ ว่ามีงานมากน้อยแค่ไหน

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องบรรยากาศในการทำงาน พี่ๆเขาเป็นเฟรนลี่กันทุกคนเลยละครับ มีปัญหา อะไรปรึกษาพี่ๆเขาได้หมดเลย เล่นมุขยิงมุขกันยังได้เลยละ เพราะฉะนั้นทำให้บรรยากาศเป็นกันเองทำงานได้เรื่อยๆไม่เครียด พอพักเที่ยงก็อาจจะเล่น Board game หรือ เล่นเกมส์กันเพื่อผ่อนคลายตอนพักเที่ยงก็มีครับ ส่วนขนมต่างๆ น้ำหวาน พี่ๆเขาก็มีให้กินได้ตามสบายเลยแถมในบางครั้งพี่ๆเขาก็เลี้ยงข้าวเราหรือพาไปกินร้านอาหารกันทั่งออฟฟิศตามในแต่ละโอกาสต่างๆก็มีให้เห็นบ่อยๆครับไม่อดตายแน่นอน

จากที่ผมเล่ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทำงานจริง ประสบการณ์การทำงานเป็นทีม การรับผิดชอบงานที่ตัวเองไดด้รับมอบหมาย ได้เจอกับสภาพแวดล้อมในการทำงานจริงๆ และอะไรอีกเยอะแยะมากมาย ต่างได้รับประโยชน์ในแต่ละอย่าง อย่างครบถ้วนเลยละครับ

สุดท้ายนี้ขอบคุณพี่ทุกคนสำหรับ 6 เดือนที่ผ่านมา ในเรื่องประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับมาอย่างมากมาย และบรรยากาศในการทำงานที่ดีๆแบบนี้ และถ้าผมผิดพลาดอะไรไปก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณจากใจจริงๆครับ

Docker Install Vertica

รู้จัก Vertica ก่อนซักนิด

มาเริ่มกันก่อนนะ Vertica คืออะไร (เอาจริงคนเขียนเพิ่งได้ ยินชื่อนี้มาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง) ฐานข้อมูลที่ สามารถเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (แบบใหญ่มาก ๆ) และประมวลผลข้อมูลได้แบบรวดเร็ว ซึ่งการทำงานของ Vertica นี้จะแบ่งการทำงานภายใต้ Node ที่แยกออกจากกันทำให้สามารถ Query ข้อมูลได้ไวมากขึ้น

รายละเอียด คร่าว ๆ ละกัน มาดูการติดตั้งเลยดีกว่า

ก่อนเริ่มให้ทุกเครื่อง มี Docker ติดเครื่องไว้ก่อนนะ สามารถดูการติดตั้งได้ที่

สำหรับ Window
https://runnable.com/docker/install-docker-on-windows-10

สำหรับ Mac
https://docs.docker.com/v17.12/docker-for-mac/install/#install-and-run-docker-for-mac

มาเริ่มติดตั้งกันเลยดีกว่า

เริ่มด้วยการรัน Terminal ด้วยคำสั่ง (ถ้าใครใช้ Window สามารถ RUN CMD เป็น Run as Administrater)

docker pull cjonesy/docker-vertica

คำสั่งนี้จะเป็นการ ดึง Image จาก Docker hub มายังเครื่องของเรา

เมื่อ pull Image เรียบร้อยแล้วก็ทำการเช็คก่อนซักนิด

Docker images

เมื่อทำการดึง Image มาเรียบร้อยแล้วก็จะเริ่มรัน container ด้วยคำสั่ง

docker run -d -p 37878:5433 -h localhost --name vertica cjonesy/docker-vertica

**อธิบายหน่อย
-p หมายถึง port ที่สามารถเข้าถึงได้จาก ภายนอกไปยัง port 5432 ภายใน container
-h หมายถึง ip ที่สามารถเข้าถึง container ได้
–name หมายถึง ชื่อ container ที่เราสร้างขึ้น

ต่อมาเช็คสักนิดว่า Container เราได้สั่งรันไป รันสำเร็จรึเปล่า

docker ps -a

ถ้า Container รันสำเร็จ ก็มาเริ่มใช้งานได้เลย ก่อนอื่นเข้าไปภายใน Container ก่อนเลย

docker exec -it vertica bash

ก็จะได้

root@localhost:/#

ให้รันคำสั่งต่อด้วย

su dbadmin
และ
vsql

ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว สามารถเช็ค version vertica ได้โดย

SELECT version();

เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาลองนำเข้าข้อมูลกัน ซึ่ง vertica รองรับการนำเข้าข้อมูลได้หลากหลาย เช่น .csv , .txt , .parquet ฯลฯ ในบทความนี้เราจะใช้ .csv มาเป็นตัวอย่างการนำเข้าข้อมูล สามารถทำตามกันได้เลย

ก่อนอื่น ออกจาก vsql ก่อน ด้วยคำสั่ง

dbadmin=> \q

โหลดตัวอย่างไฟล์มาลองใช้กัน

# mkdir data //สร้างโฟลเดอร์ data
# cd data //เข้าไปยังโฟลเดอร์
# wget https://www.stats.govt.nz/assets/Uploads/Annual-enterprise-survey/Annual-enterprise-survey-2017-financial-year-provisional/Download-data/annual-enterprise-survey-2017-financial-year-provisional-csv.csv //download example .csv ไฟล์
# vsql //เข้าไปยัง vertica

เริ่มนำเข้าข้อมูลได้เลย

create table annual_enterprise_survey (
Year varchar(255),
Industry_aggregation_NZSIOC varchar(255),
Industry_code_NZSIOC varchar(255),
Industry_name_NZSIOC varchar(255),
Units varchar(255),
Variable_code varchar(255),
Variable_name varchar(255),
Variable_category varchar(255),
Value varchar(255),
Industry_code_ANZSIC06 varchar(255),
unique (Variable_name)
);
//สร้าง ​table ชื่อ annual_enterprise_survey
copy annual_enterprise_survey from local '/data/annual-enterprise-survey-2017-financial-year-provisional-csv.csv'  SKIP 1 delimiter ',' ENCLOSED BY '"'  ABORT ON ERROR NO COMMIT ; 
//นำข้อมูล จาก csv เข้าไปยัง vertica

รันเรียบร้อย ก็จะได้ตาราง annual_enterprise_survey ที่มีข้อมูลจาก csv ไฟล์ ทั้งหมด

สำหรับ บทควานนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ ไว้เจอกันใหม่ ในบทความหน้า Bye Bye 🙂

Error Tracking ด้วย Sentry.io

เกริน เกริ่น เกริ้น …

ว่าด้วยเรื่องของ Error tracking แล้วเนี่ยก็มี Tool มากมาย หรือในบางภาษา หรือเฟรมเวิร์คที่ใช่ ก็อาจจะมี Library ให้ใช้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งบางตัวที่ใช้เมื่อมี Error มาก็จะส่งไปที่อีเมล อีเมล แล้วก็อีเมล ​แล้วถ้ามีหลายโปรเจคล่ะ ก็ส่งไปที่อีเมล อีเมล อีเมลๆ โอ้นี่ยังไม่รวม อีเมลอื่นๆ อีกนะ ถ้าไม่จัดกลุ่มของอีเมลนี่หากันไม่เจอเลยว่า อันไหนเป็น Error

วันนี้เลยมี Tool อันนึงมาแนะนำ นั่นคือ Sentry.io ที่มีฟีเจอร์การทำงานที่เรียกได้ว่าครบเลยรองรับหลาย Platform และติดตั้งง่ายมากกก แล้ว Sentry.io มีฟีเจอร์ อะไรบ้างไปดูกัน

Platforms

ปล. ใน Blog นี่ยกมาแค่บางฟีเจอร์เท่านั้นนะ (https://sentry.io/features/)

Issues List

Error tracking list

คือรายการของ Issue ที่ถูกส่งมาเมื่อเกิด Error ในระบบเรา ซึ่งบอกได้ด้วยว่า Error กี่ครั้ง และกดกับผู้ใช้กี่คนแล้ว แต่รายละเอียดจริงๆ เนี่ยยังมีอีกเพียบไว้ดูในหัวข้อถัดไปละกัน

Issue Detail

พอกดเข้ามาจากหน้ารายการ ก็จะเจอรายละเอียดต่างๆ ที่ละเอียดมาก เช่น เกิด Issue จากบราวเซอร์อะไร เวอร์ชันไหน ไฟล์ไหน บรรทัดที่เท่าไหร่ URL ไหน บลาๆ นี่แค่เป็นค่าตั้งต้นที่ Sentry กำหนดมาให้นะ

นั่นหมายความว่าเราสามารถ Custom ค่าจะส่งมาบอก Sentry ได้ว่าเราอยากรู้อะไรบ้าง จากรูปข้างต้นจะเห็นว่ามี user id: 1 อยู่ (อยู่ในส่วนของ TAGS) คือเราจะรู้ได้ว่าเกิด Issue กับ User ที่ id เท่ากับ 1

Issue detail
นี่ไง user id: 1 ที่พูดถึง

User Feedback

นอกจากจะ Error Tracking แล้วผู้ใช้สามารถส่ง Feedback มาที่ Sentry ได้ ซึ่งทาง Sentry จะมี javaScript ให้แปะบนเว็บของเรา (กรณี Web platform) แล้วก็เขียน Click Event นิดหน่อย ส่วนนี้ก็ใช้งานได้แล้ว

Release

จากรูปด้านบนนี้กำหนดไว้ว่า เป็น Release v0.5 ซึ่งสามารถกำหนดได้ในโค้ด แต่ถ้าไม่กำหนด จะใช้เลข Commit แทน

ซึ่งส่วนนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว จะทำให้เรารู้ได้ว่าแต่ละ Release เรามี Issue มากน้อยแค่ไหน

Slack Integration

ตามหัวข้อเลยก็คือนำไปใช้ร่วมกับ Slack เมื่อมี Issue ก็จะ push ไปที่ Slack แต่เราก็สามารถกำหนดได้ว่า จะให้ push ไปที่ Slack เมื่อเป็น Issue แบบไหน และกำหนด Channel ที่จะ push ไปได้เช่นกัน

ตัวอย่างการ Push ไปที่ Slack ซึ่งสามารถ กด Resolve หรือ Ignore ได้ด้วย และสามารถ Assign ให้กับคน หรือทีมได้

Github Integration

เมื่อมาใช้ร่วมกับ Github แล้วก็ไม่พ้นว่าต้องเกี่ยวกับ Code หรือ Commit แน่นอน ซึ่ง ณ ปัจจุบันยัง Resolve Issue จากการแก้โค้ดไม่ได้ แต่ Resolve ได้จาก Commit message ว่าต้องมี fixes ISSUE_ID ใน Commit message เช่น [fixes SAMPLE-PROJECT-1] เมื่อ Push ขึ้นไป Issue ก็จะ Resolve ให้โดยเองอัตโนมัติ ซึ่งก็ถือว่าสะดวกสบายพอสมควรเลยแหละ

รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย ออย (วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

ผม “ออย (Ooy)” จากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (CS34) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ ^ ^

ต้องบอกก่อนว่าบริษัท Banana Coding เนี่ยเค้าเคยมีโครงการดี ๆ ที่จัดกับทางภาควิชาฯ ของผม ก็คือ โครงการ Android Application Development Workshop ซึ่งในตอนนั้นผมอยู่ปี 3 พอดี ก็เลยมีโอกาสได้เข้าร่วมด้วย ตอนแรกที่มาบริษัทนี้ เหมือนโดนตีหัวเข้าบ้านเลยครับ เพราะมาครั้งแรกก็ดูน่าอยู่มาก สะอาด บริษัทแลดูร่มรื่น ของกินเยอะ พี่ ๆ คือเอ็นจอยกับการสอนใน Workshop สุด ๆ จนทำให้เกิดความประทับใจที่จะมาลองฝึกงานที่นี้ แต่แล้วสิ่งที่ผมคิดก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย ตอนแรกผมกะจะฝึกงานที่นี่แค่ 2 เดือน แต่วันนึงที่นอนอยู่หอ เพื่อนก็โทรมาหาว่า

A: มึง ไปสหกิจกันมะ เนี่ยอาจารย์เค้าบอกว่าไปเถอะได้ประสบการณ์ดี ได้เงินด้วย บลา ๆ ๆ ๆ ๆ

Ooy: ห๊ะ…อ๋อ โอเค ไปก็ได้ ไหน ๆ ตัวเรียนก็ครบแล้ว

จากวันนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เพื่อนที่ชวนไปสหกิจคนนั้นก็ไม่ไป (เท) เหลือเราที่ตกลงไปแล้ว ก็เลย เอาวะ! ลองดูสักหน่อยก็ได้ ก็เลยตัดสินใจแจ้งทางบริษัทนี้ว่า จะขอเปลี่ยนจากฝึก 2 เดือน เป็นฝึก 6 เดือน ทางบริษัทก็ใจดี ยินดีเปลี่ยนให้ในทันทีเลย

เมื่อมาเริ่มฝึกงานที่นี่ มันจะมีอยู่ 2 ช่วงที่แตกต่างกันคือ ช่วงที่ไฟไหม้ บรรยากาศที่พี่ ๆ ตั้งใจทำงาน ไร้เสียงรบกวนซึ่งกันและกัน ทำเอาช่วงแรก ๆ ที่มาที่นี่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย กับอีกช่วงนึงที่ไฟไม่ได้ไหม้งาน พี่ ๆ เค้าก็กลับมาร่าเริง 55555 ยิ้มแป้น หยอกล้อ เล่นปาเป้า ปิงปอง พากินเลี้ยงบ้าง กินจุกจิกบ้างเรื่อย ๆ อาจจะไม่บ่อยเท่าที่อื่น แต่ที่นี่มันไม่เหมือนใคร จะหยิบขนม ออกมานั่งทำงานข้างนอกก็ได้ จะนั่งทำงานที่บ้านก็ได้ (แต่ไม่ได้ทำงานที่บ้านได้ทุกวันนะ ทำได้บ้างบางครั้ง) แถวยังมีเจ้าแมวมาคอยแจกความน่ารัก และกวนเอามาก ๆ มาคอยเล่นด้วยอยู่ตลอด สนุกดี

เรื่องความรู้ที่ได้จากที่นี่ ยิ่งไม่ต้องกลัวเลย ได้เยอะแน่นอน เพราะตั้งแต่เข้าบริษัทมา พี่เขาก็จัดเทรนการใช้งานภาษา หรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ทั้งหมด เช่น GitHub, Trello, Slack, Ruby on Rails , HTML+CSS+JS, Angular+TypeScript เป็นต้น พอเสร็จจากการเทรนเครื่องมือแล้ว พี่เขาก็ให้เราทดลองทำงานจริง โดยการเข้าทำงานกับรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว พี่เขาจะคอยช่วยเหลือเราเสมอเมื่อร้องขอ ในโปรเจคที่ตรงกับความสนใจของเรา อย่างผมก็ได้ลองเขียนแอป Android ส่วนเพื่อนอีก 2 คนก็ทำสิ่งที่เขาสนใจไป

เรื่องการทำความรู้จักกับพี่ๆ ทั้งบริษัทอาจจะเป็นไปได้ยากบ้าง แต่มันก็ต้องใช้เวลา ถึงแม้พี่ ๆ จะมีความเฟรนลี่ อยากรู้อะไรเดินเข้าไปถามได้ทันที แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วเราจะได้รู้จักพี่ ๆ เขามากขึ้นจากการได้ใช้เวลาทำงานร่วมกันมากกว่า ยิ่งอยู่ในโปรเจคเดียวกัน หรือไปทานข้าว นั่งเล่นนั่งคุยด้วยกันก็จะยิ่งรู้จักมากขึ้น

ประโยชน์จากการมาฝึกงานครั้งนี้คือมีเยอะมากเลยครับ ทั้งการเพิ่มสกิลค้นคว้าด้วยตนเอง การเพิ่มทักษะการเขียนโปรแกรมให้มากขึ้น ทักษะการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร รวมไปถึงยังช่วยเพิ่มความเข้าใจให้กับตัวเรามากขึ้นด้วยว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันใช่สิ่งที่เราต้องการจริงหรือไม่ ซึ่งเราสามารถคุย ปรึกษากับพี่เขาในเรื่องนี้ได้

สุดท้ายนี้ก็อยากจะขอบคุณพี่ ๆ ในบริษัททุกคน ที่คอยช่วยเหลือในหลายๆ เรื่อง รวมถึงเพื่อน ๆ เด็กฝึกงานจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่เขาฝึกมาก่อน 2 เดือน ที่คอยช่วยตั้งค่า สอนการเขียนต่าง ๆ และก็เพื่อนที่มาฝึกงานด้วยกัน และอยากขอบคุณโอกาสที่ได้จากการตอบตกลงกับเพื่อนที่โทรมาหาในตอนนั้น ที่ทำให้ผมได้มาเจอสิ่งที่ดี ๆ แบบนี้ครับ XD (ปล. รู้แล้วอย่าบอกใครนะ ว่าของกินที่นี่ เขามีฟรีตลอดปี อิอิ)

รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย พันไมล์ (วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

ผมชื่อ นาย พันไมล์ ตานุ ชื่อเล่น ไมล์ ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ ผมได้เริ่มรู้จักกับบริษัทบานาน่าโคดดิ้ง จากการได้เข้าฟังประสบการณ์ฝึกงานของรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย จึงได้เริ่มมีความสนใจที่จะเข้าฝึกงานที่นี่ โดยทางมหาวิทยาลัยต้องให้นักศึกษาออกฝึกงานเป็นเวลา 2 เดือน ผมจึงได้ยื่นสมัครเข้าฝึกงานที่บริษัทแห่งนี้ แต่ก่อนจะมีการรับสมัครฝึกงาน ทางบริษัทได้มีการจัดโครงการ Android Application Development Workshop ผมจึงได้เข้าร่วมโครงการแล้วได้ความรู้ต่างๆ แล้ว ยังได้สัมผัสกับสังคมความเป็นอยู่ของบริษัท ที่ค่อนข้างจะเป็นบริษัทเล็กๆ มีทีมงานประมาณ 20 กว่าคน จึงทำให้ได้รับการดูแลจากพี่ๆ เป็นอย่างดี

ตอนที่เข้ามาฝึกงานตอนแรกๆ ก็อาจจะมีเกร็งๆ ไม่ค่อยกล้าที่จะไปปรึกษาพี่ๆ แต่พอได้ทำความคุ้นเคย และเริ่มสนิทกันแล้ว พี่ๆ ทุกคนใจดีมากคอยให้คำปรึกษาในทุกๆ เรื่อง อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องพูดถึงคือ เรื่องของกิน ที่บริษัทมีขนม น้ำอัดลม ชา กาแฟ ให้กินด้วย และพาไปเลี้ยงบ่อยมาก สังเกตุได้จากการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมา 7 กิโลครับฮ่าๆ

ในช่วงแรกจะมีการสอนพื้นฐานในเรื่อง Git, Trello, HTML, CSS, Bootstrap, Ruby, Ruby on Rails , JavaScript, Typescipt, Angular 2, การเขียน Test ซึ่งเป็นความรู้ที่จะนำไปใช้ในการทำงาน โดยในแต่ละหัวข้อจะให้เวลาในการสอน 1 วันและหลังจากนั้นจะได้เริ่มทำงาน ซึ่งงานที่ได้รับมอบหมายคืองานที่จะต้องทำการส่งมอบลูกค้าจริงๆ โดยให้เข้าร่วมทีมในการพัฒนา ซึ่งการทำงานจะมีการแบ่งหน้าที่การทำงานออกเป็นส่วนๆ เป็นการฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ในการทำงานช่วงแรกๆ งานดำเนินไปค่นข้างช้า แต่เมื่อมีข้อสงสัยหรือติดขัดอะไรก็ไปถามพี่ๆ ซึ่งพี่ๆก็ช่วยแนะนำและแก้ไขปัญหาตลอด และการทำงานที่ไม่ได้ตึงเครียด ไม่ได้มีการบังคับให้ทำงานตลอดเวลา สามารถผ่อนคลายได้พักผ่อนได้ หลังจากได้ทำงานชิ้นแรกสำเร็จแล้วก็พบว่าตัวเองได้ความรู้จากการทำงานมากมาย ผมเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ถ้าทำงานกับคนเก่งก็จะทำให้พัฒนาตัวเองให้เก่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะการที่เห็นคนอื่นทำได้แล้วตัวเราเองยังทำไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเรายังพยายามไม่พอ ผมจึงได้เรียนรู้ว่าการพัฒนาตัวเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ช่วยให้ความรู้ คอยอบรมสั่งสอน และดูแลมาตลอดระยะเวลาการฝึกงาน ผมมีความสุขและดีใจมากที่ได้มาฝึกงานที่บริษัทแห่งนี้ครับ

รีวิวการฝึกงานกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย เอ็ม (วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

สวัสดีครับผมชื่อเอ็มครับ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ก่อนหน้าที่ผมจะมาฝึกงานที่นี่นั้น ทางมหาลัยมีแผนให้นักศึกษานั้นต้องเลือกว่า ต้องการจะฝึกงานแบบไหนซึ่งก็คือ

1) ฝึกงานทั่วไปใช้ระยะเวลาสองเดือน

2) โครงกราสหกิจศึกษาใช้ระยะเวลาหกเดือน

ซึ่งผมก็เลือกโครงการสหกิจแบบไม่ลังเล เพราะว่าไม่อยากเรียน​ ฮ่าๆๆ หลังจากนั้นก็ต้องมาคิดหนักว่าจะต้องเลือกบริษัทไหนอีก สำหรับผมแล้วนั้นการเลือกไปฝึกงานกับบริษัทใหญ่ๆนั้นตอนนั้นก็คงเป็นเพียงแค่ความคิดเพราะว่าเกรดเฉลี่ยไม่ค่อยจะดีซักเท่าไหร่ แล้วผมก็ไม่อยากไปฝึกงานไกลๆด้วยผมจึงเลือกบริษัทที่อยู่ในเชียงใหม่ “แล้วผมรู้จักบริษัทนี้ได้ยังไงหล่ะ ?” ในตอนแรกการที่จะเลือกสหกิจศึกษาผมจะต้องเก็บชั่วโมงอบรมกิจกรรมให้ครบครับ ซึ่งในตอนนั้นผมขาดชั่วโมงอบรมและตอนนี้กิจกรรมก็เหมือนจะหมดไปแล้ว แต่ไม่นานก็ได้ยินว่าจะมีบริษัทในเชียงใหม่จะมาทำ โครงการ workshop ให้นักศึกษาที่สนใจผมจึงเข้าร่วมเพื่อจะเก็บชั่วโมงให้ครบ ผมจึงได้มีโอกาสรู้จักบริษัทนี้เป็นครั้งแรก สิ่งที่ผมประทับใจในครั้งแรกเลยสำหรับที่นี่ก็คือตอนที่บริษัทมาบรรยายเกี่ยวกับโครงการ workshop เค้าพูดว่า “เค้าไม่อยากได้คนเก่ง เค้าอยากได้คนที่ไม่เก่งแล้วทำให้เก่ง” ในตอนนั้นผมรู้สึกว่านี่แหละทางของผม ผมกับเพื่อนอีกหลายคนจึงสมัครเข้าร่วม workshop กับทางบริษัท ในช่วงของการ workshop กับทางบริษัทนั้นผมรู้สึกว่าดีจังที่ได้มา ผมได้ความรู้หลายๆถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาๆสั้นๆ ผมรู้สึกว่าที่นี่โอเคมาก จนเริ่มคิดว่าอยากจะมาฝึกงานที่นี่ หลังจากนั้นผมจึงได้ส่งใบสมัครมาที่นี่แล้วผมไม่นานผมก็ได้อีเมลตอบว่า “ผ่าน ทางบริษัทมีความยินดีตอบรับ การขอฝึกงานกับทางบริษัท” ผมรู้สึกดีใจมาก สบายใจแล้วมีที่ฝึกงานกับเค้าแล้ว หลังจากนั้นผมก็ตั้งหน้าตั้งตารอมากที่จะมาฝึกงาน

ในช่วงเดือนแรกของการมาฝึกงานที่นี่เป็น bootcamp หรือช่วงการฝึกก่อนทำจะงานจริงๆ เป็นอะไรนี่น่าตื่นเต้นดีครับเหมือนได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาทุกอย่างๆ ตอนฟังพี่บรรยายก็ค่อนข้างเข้าใจมากขึ้นจากเดิม บางอย่างที่เคยไม่เข้าใจก็เข้าใจมากและผมก็ยังได้เพื่อนใหม่ด้วย ได้ช่วยเหลือกันทำการบ้านส่งพี่ แต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศรอบข้างกลับทำให้ผมกลับอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะผมยังไม่ชิน เพราะรู้สึกเครียดไปกับบรรยากาศรอบตัว ทุกอย่างดูเงียบไปหมด พี่ๆต่างคน ต่างทำงานดูเคร่งเครียดกัน จนผมรู้สึกว่านี่หรอการทำงานในชีวิตจริง ผมก็คิดตลอดว่าผมอาจจะยังไม่ชินกับบรรยากาศแบบนี้ หลังจากจบการเทรนคือการเข้าโปรเจคเพื่อทำงานจริงๆผมเริ่มได้รับมอบหมายงานให้ทำ ผมก็เริ่มทำงานของผมไปจนผมก็เข้าใจว่าผมก็ไม่ต่างกับพี่ซักเท่าไหร่ เราต่างต้องใช้สมาธิในการทำงานของตัวเอง หลังจากนั้นความรู้สึกอึดอัดต่างๆก็ได้หายไป ส่วนเรื่องโปรเจคหรืองานที่ทำแน่นอนว่าเราไม่เคยทำงานจริงมาก่อน ก็ค่อนข้างติดขัดเป็นธรรมดาแหละครับ แต่ดีที่พี่ๆคอยช่วยเหลือคอยแนะนำตลอดเวลาเราที่มีปัญหา นอกเหนือจากการทำงานแล้วบางครั้งพี่ก็สอนอย่างอื่นให้ด้วย เช่นคำบางอย่างเราอาจจะเคยได้ยินมาก่อนตอนเรียนแต่ไม่ได้หรือไม่ได้เข้าใจจริงๆ ก็มาเข้าใจตอนทำงานจริงๆแหละครับ ประทับใจมาก เป็นอะไรที่หาไม่ได้จากห้องเรียนจริงๆ ผมว่าผมคิดถูกมาครับที่เลือกมาฝึกงานและก็ฝึกกับที่นี่

สุดท้ายนี้ก็อยากขอบคุณพี่ๆทุกคนมากครับตลอดเวลาที่มาได้มาฝึกงานที่นี่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆมากมายขอบคุณจริงๆครับ