รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย มีน (สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

แนะนำตัวเอง

  สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อ มีน ครับ เป็นนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผมได้มีโอกาศเข้ามาฝึกงาน ในตำแหน่ง Dev กับ บานาน่า โคดดิ้ง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 6 มีนาคม 2569 เป็นระยะเวลารวมทั้งสิน 4 เดือนเต็ม

รู้จักกับบานาน่า โค้ดดิ้ง ได้ยังไง

  ช่วงปี4เทอมแรก ผมก็หาที่ฝึกสหกิจตามปกติเลยครับ คือส่วนใหญ่คือด้วยความที่ผมอยู่ภาคใต้(หาดใหญ่) ไม่หาใกล้ๆ ที่คุยกับเพื่อนๆก็จะเข้ากทม.เป็นส่วนใหญ่ จำได้ว่าหาที่ฝึกงานกับเพื่อนๆ ไปหลายที่ แต่ก็ไม่ได้มีความคืบหน้านัก จุดเปลี่ยนเป็นแค่ความคิดชั่ววูปนึง เท่านั่น ถ้าเราลองไปไกลๆมาก จะมีบริษัทเทคแบบซอฟต์แวร์เฮาส์ บ้างไหมนะ นึกขึ้นมาได้มาเคยไปเชียงใหม่ครั้งนึง และเชียงใหม่ก็เป็นจังหวัดใหญ่สุดในภาคเหนือ บรรยากาศค่อนข้างดี คิดว่าน่าจะดีทั้งเรื่องการทำงาน และการได้ลองใช้ชีวิต เลยลองเซิร์ชเล่นๆ ดู “internship ตำแหน่ง dev เชียงใหม่” เปิดข้อมูลมา บริษัท Dev เชียงใหม่ก็มีเยอะเหมือนกันเนี่ย เลื่อนไปเรื่อยๆ จนเจอกับโพสท์ รับสมัคร internship ของเพจ facebook บานาน่า โคดดิ้ง เข้าไปอ่านรายละเอียด ก็รู้สึกประทับใจและตอบโจทย์ ตรงที่ การรับเด็กฝึกงานของที่นี่ มีการกำหนดแบบแผนอย่างชัดเจน ว่าตั้งแต่เริ่ม จนจบ จะได้ทำอะไรบ้าง และที่สำคัญคือ มี Bootcamp ให้ด้วย ซึ่งดีมากๆ เลยตัดสินใจกดลิงค์กรอกข้อมูลสมัครเลย โดยตั้งใจสมัครมาในตำแหน่ง Dev 

ช่วงสัมภาษณ์

  ตอนแรกเห็นชื่อพี่ๆ ที่จะเข้ามาสัมภาษณ์เรา ก็ค่อนข้างรู้สึกกดดันหน่อย เพราะ มาสัมภาษณ์เราประมาณ 5 คนเลยหรอ 5555 แต่พอเริ่มสัมภาษณ์ ความกดดันก็ค่อยๆลดลง เพราะส่วนใหญ่เลย คือ การ demo Project ที่เรากำลังพัฒนาอยู่ ก็มีมีตอบได้บ้าง ติดๆขัดๆบ้าง 5555 แต่ประเมินตัวเองก็ถือว่าค่อนข้างโอเค แต่ก็ยังกังวนเพราะคิดว่าคงมีคนทำได้ดีกว่าเราหละ จากนั้นก็รอประมาณ 1 สัปดาห์พี่ HR ก็ติดต่อมาว่าเราผ่าน แต่ยังไม่จบนะ ยังต้องสัมภาษณ์กับพี่ PMอีกครั้ง ฮ่าๆๆ  แต่ก็เบาใจลง เพราะ พี่ HR บอกว่า เป็นส่วนของ Soft Skill  เพื่อประเมินว่าเราสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่นได้ไหม จากนั้นก็ได้นัดสัมภาษณ์ ก็มีกดดันบ้างเล็กน้อย แต่เราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพราะเราตั้งใจจริงๆแล้วว่าอยากมาฝึกที่นี้ ในที่สุดก็สามารถผ่านสัมภาษณ์มาได้ ดีใจและโล่งใจสุดๆ 

ซ่วงBootcamp

เป็นช่วงการเตรียมตัวที่ดีมาก เพราะได้เรียนรู้ทุกอย่างที่จะใช้ในการทำงานที่นี้เลย เริ่มแรกก็เป็นเรื่องที่พอมีพื้นฐานบ้าง หรือเรื่องที่ไม่เคยเรียนรู้บ้าง มาตอนแรกยังใช้ Git ยังไม่ค่อยเป็นเลย แต่พี่ๆเขาก็สอนให้เราทุกอย่างเลย ตั้งแต่พื้นฐาน ทั้งยังมีให้ทำ Mini Project เพื่อเพิ่มความเข้าใจในสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ต่อมาก็เป็นการเลือก Department จากการเรียนใน BootCamp หากเรา สนใจในสายงานอื่นๆ ก็สามารถเสนอพี่ๆได้ โดยมีทั้ง Dev Devops Tester หรือกระทั้ง Design เลย  ส่วนตัวผมยังคงเลือกในตำแหน่ง Dev และก็ได้ฝึกต่อในตำแหน่งนี้ตามที่ตั้งใจไว้

ช่วงทำ Project จริง

เปิดมาสัปดาห์แรก เราก็จะได้รู้จากพี่ PM ว่าเราจะได้ทำ Project เกี่ยวกับ MCP Server และนำAI เข้ามาใช้เป็นหัวใจหลักใน Project ด้วย ที่สำคัญคือเป็น R&D ซึ่งเป็นรื่องใหม่มากๆๆๆ สำหรับผม มีการ foundation ก่อนเริ่ม project เพื่อพูดคุยหารือและตัดสินใจว่าProjectนี้ผลลัพท์ที่ได้ควรออกมาในทิศทางไหน เริ่มต้นก็ต้องเริ่มศึกษากันจากศูนย์เลย ตั้งแต่ทำความเข้าใจ MCP Server คืออะไร ทำงานยังไง รวมถึงต้องแบ่งกันทดลองกับเพื่อน Dev ที่ทำงานด้วย ทุกวิธีเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ได้แนวทางในการพัฒนาProject นี้ บอกเลยว่าได้ทักษะ และได้ลองใช้เครื่องมือที่ไม่เคยใช้เพียบ ทำมาจนได้แนวทางที่ลงตัว ผมก็ได้แยกไปทำส่วนหน้าบ้านใน Sandclock ในส่วนนี้ก็ได้ใช้ Angular ที่เรียนมาแล้วใน Bootcamp หลังจากนั้นงานก็รันไปเรื่อยๆเลย มีปัญหาบ้าง เรากับเพื่อนก็ช่วยกันแก้ไขกันไป รู้สึกเครียดบ้าง แต่มันก็สนุกมากจนเวลาเหมือนผ่านไปเร็วมากๆ 

บรรยากาศในการทำงาน

 บรรยากาศในการทำงานที่นี้ค่อนข้างเป็นแบบแผนที่ชัดเจน ไม่กดดันและให้อิสระการทำงานเราเต็มที่ ร่วมถึงมีประชุม Sprint ติดตามความก้าวหน้าหรือปัญหาที่เราเจอเพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ดีมากๆ ทำให้งานเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ในทุกวันศุกร์สุดสัปดาร์จะมี Friday Meeting ช่วงที่ผมชอบที่สุดก็เป็น tech talk เป็นช่วงที่จะมีพี่ๆ จะมาอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับ tech ใหม่ที่จะนำมาใช้หรือพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้ความรู้ใหม่ๆเยอะมากๆ บรรกาศชิลๆเป็นกันเอง มี work life balance ที่ดี ตอนพักเที่ยงและหลังเลิกงานพี่ๆช่วนเล่นบอร์ดเกมทุกวัน 5555 ซึ่งผมจากที่เล่นไม่เป็นเลย ก็ได้เล่นเป็นที่นี้หละ เรียกได้ว่า ได้ skill ติดตัวอย่างครบครันกันเลยที่เดียว

สิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน  นอกประสบการณ์และเรียนรู้กระบวนการทำงานจริงแล้ว ก็ได้เพิ่มพูล skill ต่างๆให้มากขึ้น เพราะใน project ที่ผมได้พัฒนา มีรูปแบบเป็น R&D ก็ทำให้ได้ลองใช้เครื่องมือหลายๆอย่างในการพัฒนา และได้อัพ skill พื้นฐานในการทำงานร่วมกัน เช่นการใช้ git เป็นต้น เรียนรู้ทักษะการสื่อสารกับเพื่อนในทีม กับพี่ที่เป็นหัวหน้างาน เรามีปัญหาอะไรสามารถคุยกันตรงๆได้ ทำให้เราได้รู้จักตัวเอง และมีแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาตัวเองให้ดีมากขึ้น นอกจากการทำงาน บริษัท มี work life balance ที่ดี เราไม่ได้มาแค่ ทำงานๆๆๆ แต่มีเวลาพอ ที่หลังเลิกงาน เรายังได้มีเวลาให้ไปออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อนผ่อนคลาย หยุดเสาร์-อาทิตย์เพื่อได้ออกไปเที่ยวได้มีเวลาส่วนตัวของเราเอง ซึ่งต้องขอบคุณทางบริษัท ขอบคุณพี่ๆทุกคนมาก ร่วมถึงเพื่อนๆที่แม้พึ่งเจอกัน ได้ทำงานด้วยกันช่วยเหลือกันในทุกเรื่องเลย เป็นประสบการณ์ครั้งนึงที่ดีมากๆๆในชีวิตเลยครับ ทักษะที่ได้รับไปจากที่นี้สามารถที่จะนำไปใช้ในการทำงานจริงได้ทุกที่อย่างแน่นอนครับ

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย จัส (สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา)

แนะนำตัว
สวัสดีครับ ผมชื่อจัส มาจากมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนาเชียงใหม่ ฝึกงานตั้งแต่วันที่ 17/11/2025 ถึง 06/03/2026 ครับ รวมทั้งหมด 4 เดือน มาฝึกในตำแหน่ง Dev ครับ

รู้จักกับ บานาน่า โคดดิ้ง ได้ยังไง ? 

ผมรู้จักช่วงที่หาที่ฝึกงานพอดีครับ แล้วก็มีอาจารย์มาแนะแนวว่ามีบริษัทไหนเปิดรับเด็กฝึกงงานบ้างผมคิดว่าน่าสนใจดีเลยส่ง Resume มา

ช่วงสัมภาษณ์

ก่อนช่วงสัมภาษณ์พี่ๆจะมีแบบฟรอมให้มากรอกและมีแบบทดสอบให้ทำเมื่อผมได้ลองทำแบบฟรอมที่พี่ๆส่งมาให้คำก็คิดว่าเมื่อไหร่จะตอบหมด 5555 ซึ่งมีประมาณ 30-40 ข้อซึ่งมีแบบทดสอบอยู่ประมาณ 6 ข้อและอีก 1 อาทิตจะมีสัมภาษณ์ ก็จะสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องมีผลงานอะไรบ้างแล้วแบบทดสอบที่ให้ทำก่อนหน้าเป็นหลักการคิดยังไงตอนนั้นตื่นเต้น คำถามที่คิดว่าตอบได้แต่ตอนนั้นกลับตอบไม่ได้55555

ช่วง Bootcamp 

เริ่มช่วง bootcamp พวกเราได้เรียนเกี่ยวกับแต่ละแผนกทำงานส่วนไหนบ้าง แล้วก็พื้นฐานของ ruby on rails การ deploy และอื่นๆ และเมื่อช่วงแรกจบลงพวกเราก็จะได้มาคุยกับพี่เลี้ยงก็จะได้เลือกว่าจะไปเลือกฝึกสายไหน ซึ่งผมเลือกสาย dev แล้วได้ไปฝึก bootcamp ของ dev ต่อ ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกมึนเนื่องจากยัดความรู้มาในสมองเยอะเกิน 5555

ช่วงเข้า project จริง 

ช่วงนี้เริ่มปวดหัวละ 5555 เพราะว่าผมได้ทำโปรเจค R&D ซึ่งเป็น Project ที่ต้อง Research เยอะมากและเป็นช่วงที่ได้ฝึกสกิลใหม่ๆเยอะมาก ทั้งการทำ mcp ใช้ llm และอื่นๆและเจอปัญหาอีกมากมายมันทำให้รู้ว่าผมยังอ่อนประสบการณ์ แต่ยังมีด้านที่ดีเพราะเรายังมี senior มาช่วยนั่นเองง ช่วยการ review code ทำให้ code ผมได้รู้ว่าจริงๆควรเขียนแบบไหน และการใช้ git ที่ใช้ในการทำงานจริงๆ ซึ่งเป็นการทำโปรเจคที่ได้ความรู้เยอะมากๆครับ

บรรยากาศในการทำงาน

บรรยากาศในการทำงานที่นี่เป็นกันเอง สบายๆ และก็จะมีเล่นบอร์ดเกมตอนเย็นบ่อยๆ ทำให้คลายเครียดหลังเลิกงานได้ดี ที่สำคัญมีขนมให้กินตลอด แต่ตอนนี้พุงเริ่มออกแล้ว5555

สิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน

แน่นอนว่าได้ความรู้มากมาย ทั้งการใช้ git การเขียน ruby angular ให้ได้มาตรฐานและ softskill อื่นๆ การสื่อสาร การทำงานกับผู้อื่น และที่สำคัญได้บรรยากาศการทำงานที่สงบ ไม่ตึงเครียด ทำให้ผมได้ทำงานแบบไม่กดดันมากเป็นกันเอง ทำให้ผมเก่งขึ้นมาหลังจากได้มาฝึกงานที่นี่ครับ

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย เบสท์ (สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา)

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนเลยนะครับ 

สวัสดีครับ ผมชื่อพัชรพล โยริยะ หรือเรียก “เบสท์” ก็ได้ครับ เป็นคนลำปูนแต้ๆ มาอยู่เชียงใหม่ได้ 4 ปี และปัจจุบันเป็นนักศึกษาสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์(ป.ตรี) ชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ ได้มาฝึกสหกิจที่บริษัทบานาน่าโค้ดดิ้งตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 6 มีนาคม รวมระยะเวลา 4 เดือนครับ

รู้จักกับ บานาน่า โคดดิ้ง ได้ยังไง
      เอาจริง ๆ ตอนแรกผมก็ไม่รู้เลยว่าเชียงใหม่จะมีบริษัทที่ทำ Software House แบบจริงจังขนาดนี้ครับ ปกติผมจะคิดว่าถ้าอยากทำสายโปรแกรมเมอร์จริง ๆ คงต้องเข้าไปหางานหรือฝึกงานที่กรุงเทพฯ เพราะโซนเชียงใหม่–ลำพูนที่ผมคุ้นเคย ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือสาย IT ในองค์กรทั่วไป ซึ่งไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่ผมอยากลองเท่าไหร่ และผมก็รู้ตัวเองชัดเจนว่าไม่อยากไปฝึกในโรงงาน

จนกระทั่งช่วงที่ต้องเริ่มหาที่ฝึกสหกิจ ผมเริ่มค้นหาข้อมูลบริษัทในเชียงใหม่แบบจริงจังมากขึ้น ทั้งจากอินเทอร์เน็ต กลุ่ม Internship และอ่านรีวิวจากรุ่นพี่หลาย ๆ คน จนไปเจอชื่อ Banana Coding ตอนแรกก็แค่สนใจเฉย ๆ แต่พอได้ลองอ่านประสบการณ์ของรุ่นพี่ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า “ที่นี่มันดูใช่” เพราะมีทั้ง Bootcamp ก่อนเข้าโปรเจคจริง ได้ทำงานกับโปรดักชันจริง และบรรยากาศการทำงานที่ดูเป็นกันเองมาก ตอนที่สมัคร ผมมากับเพื่อนอีกคนหนึ่งครับ ซึ่งเขาตั้งใจลงตำแหน่ง Developer ส่วนตัวผมเองตอนนั้นก็สาย Dev เหมือนกัน แต่ผมไม่อยากลงตำแหน่งซ้ำกับเพื่อน เลยตัดสินใจลองสมัครในตำแหน่ง Test Engineer (TE) แทน ซึ่งถือว่าเป็นการ “ย้ายสาย” จาก Dev มา TE แบบจริงจังครั้งแรกในชีวิต

ยอมรับเลยว่าตอนนั้นไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมมองว่ามันเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองอีกบทบาทหนึ่งในสายงาน Software เพราะปกติเราจะชินกับการเขียนโค้ด พัฒนา feature แต่ไม่ค่อยได้โฟกัสเชิงคุณภาพ กระบวนการทดสอบ หรือมุมมองแบบ Tester มากนัก ผมเลยคิดว่า ถ้าได้ลองทำ TE จริง ๆ ก็น่าจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับตัวเองได้

หลังจากสมัคร ก็เข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ทั้งหมด 2 รอบ ซึ่งกินระยะเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม ๆ ช่วงนั้นบอกตรง ๆ ว่าลุ้นมาก เพราะระหว่างรอผล ผมก็ยื่นสมัครหลายบริษัท และก็ติดหลายที่เหมือนกัน

แต่แปลกมากครับ พอผมผ่านสัมภาษณ์รอบแรกของที่นี่ได้ ผมกลับรู้สึกผูกพันแบบบอกไม่ถูก เหมือนในใจมันตัดสินใจไปแล้วว่า “อยากฝึกที่นี่” ทั้งที่ยังไม่รู้ผลรอบสองเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายผมเลยตัดสินใจปฏิเสธบริษัทอื่นทั้งหมด แล้วเลือกเดิมพันกับที่นี่ที่เดียว

ส่วนเพื่อนที่มาสมัครด้วยกันในสาย Dev สุดท้ายเขาไม่ได้รับคัดเลือก ซึ่งก็แอบรู้สึกแย่เหมือนกันครับ เพราะเรามาด้วยกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ที่ฝึกงานที่ดีอีกที่หนึ่ง และเราก็ยังคอยให้กำลังใจกันตลอด

วันสัมภาษณ์รอบสอง ผมยังตื่นเต้นเหมือนเดิม คิดในใจเลยว่าถ้าไม่ผ่านจริง ๆ อาจต้องดรอปวิชาสหกิจไว้ก่อน เพราะผมตั้งใจมากว่าอยากฝึกที่นี่ให้ได้

จนกระทั่งวันที่ HR โทรมาบอกว่าผมผ่านการคัดเลือก ตอนนั้นดีใจมากจริง ๆ ครับ เหมือนยกภูเขาออกจากอก และรู้สึกว่าการตัดสินใจย้ายสายมา TE และการ “เดิมพัน” ครั้งนั้น มันคุ้มค่ามาก

สำหรับผม การได้เข้ามาฝึกที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสถานที่ฝึกงาน แต่เป็นการกล้าลองในสิ่งใหม่ กล้าตัดสินใจ และกล้าออกจาก comfort zone ของตัวเองครับ


ช่วง Bootcamp 
 
การมี Bootcamp เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมอยากมาฝึกงานที่นี่เลยครับ เพราะสำหรับเด็กฝึกงาน การได้มีช่วงเตรียมตัวก่อนลงโปรเจคจริงมันสำคัญมากจริง ๆ มันเหมือนเป็นช่วงให้เรา “ตั้งหลัก” ก่อนจะลงสนามจริง ในช่วง Bootcamp จะมีพี่ ๆ จากแต่ละพาร์ทมาสอนและแชร์ประสบการณ์ให้เรา ทั้ง Design, TE, Dev และ DevOps ได้เห็นภาพรวมว่าการทำงานในบริษัทจริง ๆ เขาทำกันยังไง หัวข้อที่เรียนก็เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในโปรเจคจริงเลย เช่น Ruby, Ruby on Rails, JavaScript, TypeScript, Azure DevOps และ Git รวมถึงการ set up environment ต่าง ๆ ที่ต้องใช้จริงด้วย ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎีแล้วจบ แต่ได้ลองทำเองจริง ๆ

สำหรับผม ช่วง Bootcamp กลับเป็นช่วงที่ไม่ค่อยกดดันเลย บรรยากาศค่อนข้างเป็นกันเองมาก ๆ รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ Safezone ให้เราถามได้ทุกอย่างแบบไม่ต้องกลัวดูไม่เก่ง ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้ทันที พี่ ๆ ก็พร้อมอธิบายซ้ำ ยกตัวอย่าง หรือเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ บางวันก็มีการบ้านเล็ก ๆ หรือโปรเจคย่อยให้ลองทำ เพื่อให้เราได้เอาสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้จริง ตอนทำก็มีทั้งงง ๆ ทั้งสนุก ๆ ปนกันไป แต่พอทำเสร็จแล้วมันรู้สึกดีมาก เหมือนเราเริ่มจับทางได้ และเริ่มเห็นภาพการทำงานจริงชัดขึ้นเรื่อย ๆช่วง Bootcamp เลยไม่ได้เป็นแค่ช่วงเรียนรู้เทคโนโลยี แต่เป็นช่วงที่ช่วยปรับ mindset ให้พร้อมกับการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการรับผิดชอบงานมากขึ้น พอถึงเวลาต้องเข้าโปรเจคจริง ผมเลยรู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ ไม่ได้รู้สึกว่าเราถูกโยนลงสนามแบบไม่มีพื้นฐานเลยครับ

ช่วงที่ได้ทำโปรเจค 

หลังจากจบช่วง Bootcamp ก็ต้องเลือก Department ซึ่งผมตัดสินใจเลือกสาย Test Engineer แบบจริงจังตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ถึงจะเป็นการย้ายสายจาก Dev มาก็ตาม ช่วงแรกพี่ ๆ TE จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานกระบวนการทำงานของ Tester ว่าในโปรเจคจริงเขาทำงานกันยังไง เริ่มจากฝึกเขียน Test Case ให้คิดเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่แค่ทดสอบตามความรู้สึก แล้วก็ได้ลอง Manual Test ตาม Test Case ที่มีอยู่ก่อน เพื่อให้เข้าใจ flow ของระบบจริง ๆ แล้วก็มีภารกิจสำคัญคือ… ไปไล่ดูคลิปใน wiki.bananacoding ประมาณ 10 ชั่วโมง  บอกเลยว่ามีน้ำลายยืดนอนฟังบ้าง นั่งฟังบ้าง จนจบ ไม่แน่ใจว่าเข้าหัวครบไหม 555 แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพรวมของระบบและวิธีคิดแบบ TE มากขึ้นจริง ๆพอเริ่มจับทางได้ ก็เข้าสู่การทำโปรเจคจริง ซึ่งผมได้ทำทั้งหมด 3 โปรเจคหลัก แต่ละโปรเจคให้ประสบการณ์ต่างกันชัดเจนมาก โปรเจคแรกเป็นโปรเจคฝึกงาน ทำร่วมกับ Dev อีก 2 คน ในโปรเจค Banana AI อันนี้เหมือนสนามฝึกจริงของพวกเราเลยครับ ผมได้เขียน Test Case เอง ไล่ Manual Test ตาม flow ต่าง ๆ คุยกับ Dev ว่า requirement แบบนี้ควร test ครอบคลุมแค่ไหน เจอบัคก็หันไปคุยกันตรง ๆ แก้กันสด ๆ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันแบบใกล้ชิดมาก

อีก 2 โปรเจคเป็นงานลูกค้าจริง คือ CCT และ SmartCheck ซึ่งทำให้ผมได้เห็นภาพการทำงานในสเกลที่จริงจังมากขึ้น หน้าที่หลักคือเขียน Test Case จาก requirement ที่ได้รับ แล้วทดสอบทั้งแบบ Manual และบางส่วนที่ต้องช่วยเตรียมสำหรับ Automated

โดยเฉพาะโปรเจค SmartCheck ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่ผึ้งและทีมบ่อยมากขึ้น คุยกันตั้งแต่ logic การทำงานว่า flow แบบนี้ถูกไหม ควร test ตรงไหนเพิ่ม บางครั้งพี่เขาก็มีกวน ๆ แซวบ้าง แต่บรรยากาศสนุกมาก และได้ความรู้เยอะมากจริง ๆ มีช่วงหนึ่งที่ต้องเทียบข้อมูลจาก API ด้วย Bruno กับข้อมูลลูกค้าจริง ว่าตรงกับที่แสดงบน Dashboard ไหม ถ้าไม่ตรงก็ต้องไล่ดูสาเหตุแล้วแจ้ง bug กลับไป กระบวนการพวกนี้ทำให้ผมเข้าใจภาพรวมของระบบมากขึ้น ไม่ใช่แค่กดทดสอบหน้าเว็บ แต่ต้องเข้าใจตั้งแต่ data flow ข้างหลังด้วย สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ สิ่งที่ท้าทายมากคือ requirement บางอย่างไม่ได้ชัด 100% เราเลยต้องคิดเพิ่มเองว่า “ถ้าเป็นผู้ใช้จะทำอะไรได้อีก” นอกจาก happy path ก็ต้องคิดถึง edge case, validation และผลกระทบกับฟีเจอร์อื่น ๆ ด้วย ตรงนี้ทำให้ผมรู้เลยว่า TE ไม่ใช่แค่คนทดสอบตามรายการ แต่เป็นคนช่วยดูคุณภาพของระบบในภาพรวม

ในทุก ๆ วันจะมีการ stand-up ภายในโปรเจค เพื่ออัปเดตว่าวันนี้ทำอะไร ติดปัญหาตรงไหน และต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ทุกสัปดาห์จะมีการอัปเดต Sprint และฝั่ง TE เองก็จะมีสรุปงานทุก ๆ 2 สัปดาห์ ทำให้เห็นชัดว่างานเดินไปถึงไหนแล้ว และ Sprint ถัดไปต้องโฟกัสอะไร

ผมชอบการทำงานแบบ Agile มาก เพราะมันทำให้เป้าหมายชัดเป็นช่วง ๆ ไม่ได้ทำงานแบบลอย ๆ และเรารู้เสมอว่างานของเราส่งผลกับภาพรวมยังไง

จากที่ตอนแรกย้ายสายมาลอง TE แบบยังไม่แน่ใจ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นคุ้มค่ามาก มันเปิดมุมมองใหม่ในสาย Software ให้ผมแบบชัดเจนจริง ๆ และที่สำคัญคือ… ผมสนุกกับตำแหน่งนี้ครับ 

บรรยากาศการทำงาน
ก่อนมาฝึกงาน ผมแอบคิดว่าบริษัทสาย Software น่าจะบรรยากาศจริงจัง เงียบ ๆ ทุกคนนั่งโค้ดหน้าตึงกันทั้งวัน แต่พอได้มาทำงานจริง ๆ ภาพนั้นหายไปเลยครับ

ที่นี่บรรยากาศเป็นกันเองมาก พี่ ๆ ทุกคนเข้าถึงง่าย ถามได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องทั่วไป เวลาเราติดปัญหาไม่ต้องนั่งเครียดคนเดียว เดินไปถามได้เลย หรือบางครั้งพี่ ๆ ก็เดินมาถามเราก่อนด้วยซ้ำว่า “โอเคไหม ติดอะไรหรือเปล่า” มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแค่เด็กฝึกงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของทีมจริง ๆ

ในห้องทำงานจะมีทั้งช่วงโหมดจริงจังตอนโฟกัสงาน และช่วงที่มีเสียงหัวเราะจากมุขพี่ ๆ แทรกเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดเกินไป

ช่วงพักเที่ยงหรือหลังเลิกงาน ถ้ามีเวลา พี่ ๆ ก็มักจะชวนกันเล่นบอร์ดเกมหรือไพ่กันบ้าง เป็นโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ทำให้สนิทกันมากขึ้น บางโอกาสหลังเลิกงานก็มีการนั่งกินข้าวหรือสังสรรค์เล็ก ๆ กันบ้าง เป็นบรรยากาศสบาย ๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นช่วงที่ผมฝึกงานอยู่ก็มีการจัดงานปีใหม่ของบริษัท ได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สนุกมาก ทั้งเล่นเกม จับรางวัล และใช้เวลาร่วมกันนอกเหนือจากเรื่องงาน

อีกช่วงหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือช่วงที่มีพี่ ๆ หลายคน เช่น พี่นัท พี่ไอซ์ พี่มาร์ค และพี่มะนอย ตัดสินใจก้าวออกไปพัฒนาตัวเองในที่ใหม่ ๆ ตอนนั้นก็มีทั้งความรู้สึกดีใจกับพี่ ๆ และแอบใจหายเหมือนกัน บริษัทก็มีการเลี้ยงอำลา ได้กินข้าวด้วยกันหลายครั้ง (ชาบูถึงสองรอบเลยครับ ) เป็นบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและซึ้งในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ผมประทับใจคือ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสนุกหรือช่วงเวลาที่ต้องบอกลา ทุกอย่างเต็มไปด้วยความจริงใจและความเป็นทีม สำหรับผม บรรยากาศการทำงานที่ดีแบบนี้มีผลมาก เพราะมันทำให้ผมกล้าถาม กล้าลองผิดลองถูก และกล้าพัฒนาตัวเองมากขึ้นจริง ๆ ครับ

สิ่งที่ได้จากการฝึกงานกับ บานาน่า โคดดิ้ง 

ตลอดเวลาที่ฝึกงานที่นี่ ผมได้อะไรมากกว่าที่คิดไว้เยอะมากครับ อย่างแรกเลยคือความรู้และประสบการณ์จริง แบบที่ในห้องเรียนให้ไม่ได้ ผมได้เห็นขั้นตอนการทำงานของโปรเจคจริงตั้งแต่ต้นจนจบ เข้าใจว่าการทำ Software ในโลกจริงมันไม่ได้มีแค่เขียนโค้ดหรือกดเทสให้ผ่าน แต่ต้องคิดเป็นระบบ คิดเผื่อผู้ใช้ และคิดเผื่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเสมอ การตัดสินใจย้ายสายจาก Dev มาเป็น Test Engineer ตอนแรกก็ลังเลเหมือนกัน แต่พอได้ลองทำจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก มันเปิดมุมมองใหม่ให้ผม เข้าใจคำว่า “คุณภาพของระบบ” ชัดเจนขึ้น และทำให้ผมมองการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รอบด้านกว่าเดิม ผมได้ฝึกเขียน Test Case แบบมีโครงสร้าง ฝึกคิด edge case ฝึกตั้งคำถามกับ requirement และที่สำคัญคือได้ฝึกสื่อสารกับทีม ได้เรียนรู้ว่าบางครั้ง “การถามให้ชัด” สำคัญพอ ๆ กับการลงมือทำ

นอกจากเรื่องงาน ผมยังได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การรับฟังความคิดเห็น การปรับตัว และการรับผิดชอบงานของตัวเองมากขึ้น

สิ่งที่ผมรู้สึกชัดที่สุดคือ “ความมั่นใจ” ผมโตขึ้น กล้าคิด กล้าพูด กล้าตัดสินใจ และกล้าลองในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนการฝึกงานครั้งนี้เลยไม่ใช่แค่การมาเก็บชั่วโมงสหกิจ แต่เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ลองผิด ลองถูก ได้สนุก ได้เครียดบ้าง หัวเราะบ้าง และเติบโตขึ้นจริง ๆ ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากได้ร่วมงานกับที่นี่ต่อในอนาคต เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ฝึกงาน แต่เป็นที่ที่ทำให้ผมเห็นภาพเส้นทางของตัวเองชัดขึ้นครับ

คำคมส่งท้าย : “จากคนถามว่า ‘ต้องทำอะไรครับพี่?’ สู่คนถามว่า ‘ทำไมมันพังครับพี่?’”

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย กั๊ก (สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้) 

Intoduce myself 

bonjour สวัสดีครับ my name is brian i’m 24 years old อ่าไม่ใช่ 555555, ผมชื่อกั๊ก จักรพันธุ์ แฉล้มนงนุช ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ฝึกงานสหกิจศึกษาที่ Banana coding ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2568 – 3 ตุลาคม 2568 

How did you get here? 

ต้องบอกเลยว่าเป็นคำถามที่ดีครับ ผมเจอเว็บไซต์ของทาง Banana coding มาก่อนแต่ศึกษาผ่าน ๆ ไม่คิดว่าบริษัทอยู่เชียงใหม่ จากนั้นช่วงปีสามก็ได้เห็นแชทกลุ่มเพื่อนเรื่องการหาที่ฝึกงาน มันเหมือนเป็นพรหมลิขิตเลยเพราะปกติผมไม่ใช่คนที่จะกดเข้าไปอ่านกลุ่มแชทเพื่อน ๆ ซักเท่าไหร่ วันนั้นนึกครึ้มเลยกดไปอ่าน เห็นโพสต์รับสมัครก็เลยกดสมัครแล้วก็ได้ลงเอยมาฝึกงานที่นี่ครับ 

During bootcamp 

ช่วง bootcamp เป็นช่วงปูความรู้ บางสิ่งบางอย่างผมไม่เคยรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น design pattern ต่าง ๆ หรือการเขียน oop ที่ไม่ค่อยได้ใช้มาใช้กับการทำงาน หรืออย่างการใช้ source control ที่ได้แค่เรียนไม่เคยได้เอามาใช้มันเป็นอะไรที่ใหม่แล้วก็สนุกสุด ๆ ได้เรียนรู้ tools อันสุดยอด อย่างเช่น azure devops 

During development 

หน้าที่ที่ได้รับใน role ของ full-stack developer คือการพัฒนา Banana talent ในช่วงเข้าโปรเจค ช่วง release แรก ๆ จะเป็นการทำความรู้จักกับโปรเจคแล้วก็ debug แก้บัคซะส่วนใหญ่ เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับผมมาก นอกจากแก้บัคตัวก็ไม่เคยแก้บัคคนอื่นเลย ถือว่าเป็นงานหินสุด ๆ แต่ก็ผ่านมาได้อย่างโดยดี หลังจากนั้นก็ได้เริ่มพัฒนา feature evaluation record เป็นช่วงแรก ๆ ที่ได้ทำงานขึ้นมาเอง ผมยังรู้สึกกังวล รู้สึกกลัวการทำงานผิดพลาดเลยอาจจะใช้เวลางานในการ research แล้วทำผลงานออกมาได้แบบงง ๆ 55555 แต่ก็มันออกมาได้ ก็จะมีการปรึกษาพี่ ๆ reviewer ปรึกษาเพื่อนที่ฝึกงานด้วยกันเวลามีคำถาม ทุกคนช่วยกันเป็น team work ที่ดีมาก ๆ ครับ 

Impression at banana coding 
อย่างแรกเลยที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือพี่ ๆ เป็นกันเองมาก ไม่มี barrier ที่มันมากันทำให้รู้สึกเกร็งเลย พี่ ๆ แต่ละคนก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง คุยสนุก มีความรู้แล้วก็มุขให้ตลอดเวลา, เรื่องต่อมาคงเป็นการให้เกียรติเรื่องเวลาส่วนตัวของพนักงานแต่ละคน ที่จะกำหนดเวลาในการทำงานชัดเจน 7 ชม.ต่อวัน แบบชัดเจนเป็นเรื่องที่ผมประทับใจกับมันมากมันทำให้มันไม่ได้เครียดเกินไปกับการทำงาน แต่ก็ได้เวลางานที่เหมาะสมแก่การทำงาน  

อีกเรื่องคงเป็นการนำคนมาทำงานร่วมกัน ผมสนิทกับเพื่อนร่วมงานได้เร็วกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมากเพราะ banana coding คัดเลือกคนที่นิสัยแบบเดียวกันมาเจอกันเลยทำให้การทำงานร่วมกันเป็นเรื่องง่าย แล้วก็สนุกสนานในทุกวันโดยไม่มีเบื่อเลย เรื่องที่ประทับใจอีกเรื่องก็คงเป็นเพื่อน ๆ ที่ทำงานด้วยกันนี่แหละครับ เพื่อน ๆ ให้การต้อนรับกับผมดี อีกทั้งยังเป็นคนพูดไปเรื่อยคุยด้วยได้ไม่เบื่อ ทำให้บรรยากาศในห้องไม่อึมครึมมีเสียงหัวเราะความสนุกสนาน

ยิ่งหลังจากการไป outing กับทางบริษัทก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าบริษัท Banana coding ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะร้องคาราโอเกะ หรือ กิจกรรม hackathon มันเป็นบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน ความรู้ ความบันเทิงใจ พี่ ๆ ทุกคนร่วมด้วนช่วยกันสร้างความสุขและเสียงหัวเราะ ทำให้บรรยากาศการทำงานที่นี่อบอุ่นและน่าประทับใจยิ่งขึ้นไปอีก

What Banana Coding give you? 

ระยะเวลา 6 เดือนผ่านไปเร็วมากกกกกกกก, นอกเหนือจากประสบการณ์การทำงานกับความรู้ที่ได้รับจาก Banana Coding ก็คงเป็นความอบอุ่นความเป็นกันเองที่พี่ ๆ ทุกคนมอบให้, การนำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้จริงมันเป็นสิ่งสำคัญและช่วยพัฒนาได้มากกว่าการเรียนอย่างเดียวไปเรื่อย ๆ โดยไร้จุดหมาย ต้องขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนในบริษัท Banana Coding เป็นอย่างสูงที่ได้มอบโอกาส การทำงานเป็นทีม ความรู้ให้แก่ผม ให้ผมได้มองเห็นเส้นทางและอนาคตทางด้านโปรแกรมเมอร์มากขึ้น สุดท้ายนี้ขอให้อํานาจคุณพระศรีรัตนตรัย พระพุธ พระเจ้า พระเยซู หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดจงดลบันดาลให้ความสุขเกิดแก่พวกพี่ ๆ Banana Coding ทุกคนนะครับ 

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย หมี (สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 

แนะนำตัว

สวัสดีทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ ผมชื่อ หมี นะครับ เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชั้นปีที่ 4 ได้มาฝึกงานกับบริษัท Banana coding ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2568 จนถึง 3 ตุลาคม 2568 เป็นเวลาประมาณ 6 เดือน

รู้จักกับ บานาน่า โคดดิ้ง ได้ยังไง ? 

ถ้าถามว่ารู้จักบริษัท Banana coding ได้ยังไง จริงๆ ตอนช่วงปี 1 มาบางขวางบ่อยมากครับ ตอน search ใน google map ก็เอ๊ะว่ามีบริษัท software house ข้างร้านเหล้าด้วยหรอ 5555 และที่ทางมหาลัยจะมีการให้รุ่นพี่ที่ไปฝึกงานและฝึกสหกิจมาพรีเซนว่าได้ไปฝึกงานที่ไหนกันบ้าง ทำอะไรไปบ้างและบรรยากาศการทำงานเป็นยังไงบ้าง ก็เลยพอได้ยินชื่อของบริษัทมาบ้าง แล้วตอนปี 3 ก็ได้ลองไปคุยกับรุ่นพี่ที่เคยมาฝึกงานที่นี่มาก่อนและเขาก็แนะนำให้ลองมาฝึกดู ประกอบกับที่ว่าทางบริษัทก็ได้ไปตั้งบูสในงาน career day ของทางสาขาอีกด้วย ผมก็เลยลองเข้าไปคุยกับพี่ๆ ที่บูส แล้วก็รู้สึกได้เลยว่าพี่ๆ เป็นกันเองมากๆ เลยได้เก็บไว้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ว่าจะลองยื่นขอฝึกงานมาครับ

ช่วงสัมภาษณ์

โดยส่วนตัวผมได้ยื่นขอฝึกงานมา 2 ตำแหน่ง คือ Dev และ DevOps พอยื่น resume ไปสักประมาณ 1-2 week ทางบริษัทก็ได้ตอบกลับมาพร้อมมีแบบทดสอบของแต่ละตำแหน่งที่ยื่นมาให้ทำก่อน เป็นข้อสอบที่ถามเกี่ยวกับตำแหน่งที่เลือก แล้วจะได้สัมภาษณ์กับพี่ๆ ตามทีมนั้นๆ ได้ลอง demo ผลงานที่เคยทำให้ดูด้วย แล้วก็เจอบัค 5555

ช่วง Bootcamp 

เป็นช่วงที่ได้ลองเรียนกับ department อื่นๆ แบบคร่าวๆ เผื่อจะเปลี่ยนใจไปสายอื่นแทน 5555 โดยส่วนใหญ่ก็เน้นไปทาง Dev นิดนึง และได้เรียนรู้การใช้งาน tools ต่างๆ ที่ใช้ภายในบริษัท พร้อมกับการบ้านอีกนิดหน่อย 5555 โดยที่จบ bootcamp แล้วพี่ๆจะให้เลือกอีกทีว่าสนใจไปฝึกงานใน department ไหน ส่วนตัวผมหลังจบ bootcamp ก็ได้เลือกที่จะไปเป็น Dev แล้วหลังจากเลือก department แล้วก็ได้มาเรียนเครื่องมือที่จะใช้ใน project เพื่มเติมอีกนิดหน่อย

ช่วงเข้า project จริง 

ในช่วง week แรกๆ ทาง pm พาเราไปดูภาพรวมของ project และให้แก้บัคจาก version เก่าแบบนิดๆ หน่อยๆ น่าจะเป็นช่วงที่ชิลที่สุดในตอนฝึกงานแล้ว 5555 หลังจากนั้นก็จะเริ่มทำงานตาม plan ที่ pm ได้วางไว้ให้ แล้วได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างในช่วงแรกด้วย ทั้งการแบ่งงาน การจัดสรรเวลา รวมถึงวิธีการทำงานต่างๆ เพื่อจะได้มาปรับใช้ให้เข้ากับ style การทำงานของตัวเอง ตอนที่ทำงานแรกๆ ก็รู้สึกกดดันตัวเองด้วย เพราะความไม่คุ้นชินกับ tools ต่างๆ ที่ใช้ ทำให้ทำงานได้ไม่ตามเป้าที่วางไว้ แต่พอผ่าน release แรกมาแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองก็เริ่มทำงานได้ไวขึ้นจากตอนแรกมาก ทำให้รู้สึกไม่ค่อยกดดันเท่า release แรก และก็ได้ลองไปเขียน Ruby on rails version เก่าๆ ในการ query ข้อมูลจาก project อื่นๆ มาใช้กับ project ที่ได้ทำด้วย (ได้ไปปวดหัวอ่าน database อีกแล้ว 5555) โดย release ที่เหลือก็ทำงานตาม  plan ไปเรื่อยๆ จอยๆ แต่พองานตัวเองหมดเท่านั้นแหละ ได้ไปทำงานอะไรเพิ่มก็ไม่รู้ 5555 อย่างแก้บัคนู่นนี่ ใน project แต่โดยรวมแล้วเป็นการทำงานที่สนุกมาก ทำไปเรื่อยๆ ไม่เครียด ไม่มีคนคอยกดดัน ส่วนเราก็อย่ากดดันตัวเองจนเกินไปด้วย เดี๋ยวจะไม่มีความสุขเปล่าๆ

บรรยากาศในการทำงาน

บรรยากาศในการทำงานที่นี่คือดีมากๆ เลย พี่ๆ ทุกคนคอยให้คำแนะนำตลอด ติดปัญหาตรงไหนก็พร้อมให้คำแนะนำ รวมทั้งเพื่อนร่วมทีมเองก็เคมีเข้ากันมาก ตั้งใจเล่นมุขมากกว่าทำงานกันอีกมั้ง 5555 ค่อนข้างรู้สึกว่าเป็นการทำงานที่สนุก ไม่เครียด แล้วก็ได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง พอตกเย็นพี่ๆ ก็ชวนเล่นบอร์ดเกมบ่อยๆ ทำให้สนิทกับพวกพี่ๆ มากขึ้น

สิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน

ถ้าให้พูดถึงเรื่องสิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน ต้องบอกเลยว่าได้อะไรมาค่อนข้างเยอะมากๆ เลยครับ ได้เรียนรู้ culture ของบริษัทที่ดีมาก ได้เทคนิคการเขียน code ที่มากขึ้น ทั้ง code standard ทั้ง logic ต่างๆ ที่บางทีก็คิดไม่ออก เรียนรู้การทำงานให้เป็นทีมมากขึ้น ได้คุยกับทีมและหา solution ต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งต้องขอขอบคุณพี่ๆ และเพื่อนๆ ทุกคนเลย ที่ทำให้การฝึกงานครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ซึ่งแน่นอนว่าความรู้ที่ได้จากการฝึกงานครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการทำงานในอนาคตแน่นอน

แถม!! ได้ไป outing ด้วย เย้!!

ในส่วนนี้เป็นของแถมนะครับ ฝึกงานในรุ่นพวกผมรู้สึกค่อนข้างจะโชคดีมาก พี่ๆ เลี้ยงต้อนรับแล้วก็ซื้อของกินมาเลี้ยงบ่อยๆ อีกด้วย ได้มีการทำกิจกรรมต่างๆ ในบริษัททั้งทำบุญครบรอบการก่อตั้งบริษัท 12 ปี และที่สำคัญทางบริษัทได้พาไปพักผ่อน outing ที่เชียงดาวอีก ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลย อะไรที่ไม่คิดว่าจะได้ทำก็ได้ทำ 5555 ซึ่งทางบริษัทมีการเล่นเกมกิจกรรมและมีการทำ hackathon เล็กๆ ใน outing อีกด้วย โดยที่ idea ที่พวกผมทำคือการให้ intern มาเขียน code สู้กับ ai ซึ่งแน่นอนว่า “แพ้ 5555” แต่การทำกิจกรรมครั้งนั้นค่อยข้างจะช่วยให้ได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้นมาก ถึงจะแพ้แต่ก็คุ้มละ สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนในบริษัทและทางบริษัท ที่ทำให้ได้รับประสบการณ์การทำงานที่ดี สังคมการทำงานดีมากๆ ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ ในการเข้าสู่โลกการทำงานเลยครับ

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย เนอส (สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

แนะนำตัว 

สวัสดีค่ะ ชื่อเนอส เป็นนักศึกษาสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฝึกงานสหกิจตั้งแต่ 7 เมษายน 2568 ถึง 3 ตุลาคม 2568 เป็นระยะเวลา 6 เดือน  

รู้จักกับ บานาน่า โคดดิ้ง ได้ยังไง 

ต้องบอกเลยว่า บริษัท บานาน่า โคดดิ้ง เป็นที่คุ้นเคยตั้งแต่เรายังอยู่ปี 1 เพราะทุกครั้งที่มีการแนะนำบริษัทสำหรับการฝึกงาน จะมีชื่อบริษัทนี้ขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งสารภาพว่าตอนแรกไม่กล้ายื่นที่นี่ เพราะในวัน career day ที่มีหลายบริษัทมาที่ภาควิชา บริษัทนี้มีนักศึกษามุงอยู่ตลอด และมีความรู้สึกส่วนตัวว่าถ้าต้องยื่นฝึกงาน ที่นี่เป็นบริษัทที่การแข่งขันสูง พอถึงช่วงที่ต้องยื่นสมัครฝึกงาน มีหลายบริษัทเปิดรับก่อน จึงได้ยื่นไปหลายที่ ช่วงหาที่ฝึกงานเป็นช่วงที่กังวลมาก เพราะมีเงื่อนไขค่อนข้างเยอะ เราอยากได้ที่ฝึกดี ๆ ใกล้ที่พัก เดินทางสะดวก จนวันที่บานาน่า โคดดิ้งเปิดรับสมัคร จึงตัดสินใจสมัครไปในตำแหน่ง Dev และ TE ความประทับใจแรกคือแบบฟอร์มรับสมัครยาวมาก มีหลายคำถามที่ทำให้มองว่าเป็นบริษัทที่ใส่ใจและละเอียดอ่อน จากที่คิดว่าการแข่งขันจะสูง มันดูสูงขึ้นไปอีก หลังจากสมัครไป ก็ได้รับการตอบกลับให้ทำแบบทดสอบและนัดสัมภาษณ์จากฝ่าย TE ก่อนถึงวันสัมภาษณ์พยายามเตรียมตัว โดยสร้างผลงานขึ้นมาเอง ศึกษาและทำความเข้าใจงานที่เขียน เพื่อจะอธิบายได้ว่าเราทำอะไรมา แต่วันสัมภาษณ์ดันเจออุปสรรคมากมาย จนถอดใจว่าเราอาจจะไม่ได้ที่นี่แล้ว วันถัดมาบริษัทก็โทรมารับเข้าฝึกงาน ตอนนั้นดีใจมาก นั่งน้ำตาซึมในคลาสเรียน รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก แต่บริษัทที่เคยยื่นและสัมภาษณ์ไปก่อนหน้าก็ตอบรับมาในช่วงเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกที่นี่ และวันนี้ดีใจมากที่ตัดสินใจแบบนี้ ไม่เสียใจเลยที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบานาน่า โคดดิ้ง 

ช่วง Bootcamp  

การมี Bootcamp ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้อยากมาฝึกงานที่นี่ มันสำคัญมากสำหรับเด็กฝึกงานที่ควรได้ intro ก่อนเริ่มฝึกในโปรเจคจริง ๆ ซึ่งช่วง bootcamp จะมีพี่ ๆ ที่ถนัดแต่ละพาร์ทมาสอนเรา ตั้งแต่ Design, TE, Dev, DevOps หัวข้อที่สอนก็จะมี Ruby, Ruby on Rails, JavaScript, Typescript, Azure DevOps, Git ฯลฯ รวมถึงจะได้ set up ระบบที่ต้องได้ใช้จริง ช่วง bootcamp มีกังวลบ้างเพราะตามไม่ทัน แต่พี่ ๆ ก็จะคอยถามและช่วยเหลือ ไม่ทำให้เรารู้สึกกดดันเลย ช่วงปลายจะได้ทำโปรเจค Hungry เป็นโปรเจคที่ได้นำสิ่งที่เรียนรู้มาจากพี่ ๆ มาปรับใช้ทั้งหมด และเป็นการเตรียมตัวก่อนทำโปรเจคจริง 

ช่วงที่ได้ทำโปรเจค 

หลังจากจบช่วง bootcamp จะต้องเลือก Department ซึ่งเราก็ตัดสินใจเลือก Test Engineer ตามความตั้งใจแรก ช่วงแรกพี่ ๆ จะอธิบายเรื่องกระบวนการทำงานของ Tester ก่อน ฝึกให้เขียน Test case แล้วก็ลอง manual test ตาม test case ที่มีคนออกแบบไว้ หลังจากเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ ก็ได้เริ่มทำในส่วนของโปรเจคที่รับผิดชอบ ทำตั้งแต่ออกแบบ test case ดำเนินการทดสอบแบบ manual และเขียนสคริปต์สำหรับ Automated เมื่อติดปัญหาสามารถถามพี่ TE ได้ทุกคนเลย พี่ ๆ จะคอยตอบให้เราคิดเป็นขั้นเป็นตอนตามแบบ TE มากขึ้นและยังคอยถามไถ่อยู่เสมอ โดยในทุก ๆ วันจะมีการ stand up กันภายในโปรเจค และทุกสัปดาห์จะมีการอัพเดต Sprint อีกทั้งพาร์ท TE ก็จะมีการอัพเดต Sprint ทุก 2 สัปดาห์เพื่อแจงงานที่ทำไปและงานที่จะทำใน Sprint ถัดไป ชอบที่ได้ทำงานแบบ Agile ทำให้มองเห็นเป้าหมายของงานชัดขึ้นในทุกสัปดาห์ 

บรรยากาศการทำงาน 

ช่วงแรกยังเกร็งอยู่บ้าง เพราะพี่ส่วนใหญ่ในบริษัทเป็นผู้ชาย เลยอาจจะไม่ค่อยมีบทสนทนากับพี่ ๆ มากนัก แต่พี่ทุกคนดูเฟรนลี่และเข้าถึงง่าย สามารถถามและคุยด้วยได้หมดเลย พี่ ๆ ชอบชวนเล่นบอร์ดเกมส์(แต่เล่นด้วยแล้วเราตามไม่ค่อยทัน) แต่หลังจากย้ายมาอยู่ TE ส่วนใหญ่เลยจะได้คุยกับพี่ TE มากกว่าพี่คนอื่น ๆ พี่ TE ทุกคนใจดีแล้วก็ไม่มีบรรยากาศความกดดันเลย ดูแลเราเหมือนเป็นน้องคนนึงที่ต้องการเรียนรู้ พี่ ๆ จะสอนในสิ่งที่สอนได้ แล้วจะคอยถามความคิดเห็นของเราตลอด ให้ความสำคัญกับเรามาก ๆ ทรีตเราเป็นส่วนหนึ่งของทีมเลย รู้สึกขอบคุณตรงนี้มากค่ะ ส่วนบรรยากาศในห้องทำงานโดยรวมสนุกและตลกมาก นั่งฟังพี่เขาคุยกันจนหลุดหัวเราะ สภาพแวดล้อมการทำงานมีผลมากที่จะทำให้เราฝึกงานสำเร็จ ซึ่งเราโชคดีมากจริง ๆ ที่พี่ทุกคนเอ็นดูเด็กฝึกงาน ปฏิบัติต่อพวกเราเป็นอย่างดี ขอให้พี่ ๆ ทุกคนเจอแต่คนใจดีกับตัวเองเหมือนกันนะคะ 

สิ่งที่ได้จากการฝึกงาน 

เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้ทำงานจริง ๆ เสมือนพนักงานบริษัท ฝึกให้เรามีความรับผิดชอบต่องาน ฝึกการคิดและการตัดสินใจ ที่สำคัญคือฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่มีหลายเพศหลายวัย หลากหลายคาแร็กเตอร์ ได้ทำความรู้จักเพื่อนที่ถึงแม้จะเรียนมาด้วยกัน แต่ไม่เคยทำความรู้จักกันเลย โชคดีอีกเหมือนกันที่ทุกคนน่ารัก ใจเย็น พูดคุยได้อย่างสะดวกใจ ได้มิตรภาพและความรู้ดี ๆ ทั้งจากเพื่อนและพี่ทุกคนเลย 

สุดท้ายนี้ ขอบคุณที่ดูแลเป็นอย่างดีทั้งด้านการทำงานและด้านสภาพแวดล้อม ขอบคุณที่คอยเลี้ยงขนม และพาไป outing นะคะ เป็นความทรงจำที่ดีมาก ๆ ได้คุยกับพี่หลายคนเยอะขึ้น ได้ทำกิจกรรมร่วมกับทุกคน ยืนยันเหมือนเดิมว่าเป็นบริษัทที่มีความใส่ใจบุคลากรมาก ขอให้ได้รับแต่สิ่งดี ๆ กลับไปเช่นกันนะคะ 

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย เม้ง (สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 

👨‍💻 ผมเป็นใคร? ทำไมถึงได้มาฝึกงานที่บานาน่า โค้ดดิ้ง

สวัสดีครับทุกคน 🙌
ผมชื่อ เม้ง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 🌳
ผมมีโอกาสได้เข้ามาฝึกงานกับ บริษัท บานาน่า โค้ดดิ้ง ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2567 – 3 ตุลาคม 2568 รวมเวลาทั้งสิ้น 6 เดือนเต็ม


🌟 รู้จักกับบานาน่า โค้ดดิ้งได้ยังไง?

ตอนปี 3 เทอม 2 สาขาผมจัดงานให้บริษัท Tech ต่างๆ มาแนะนำตัวเพื่อรับนักศึกษาฝึกงาน
ตอนนั้นเองที่ผมได้เจอกับ บานาน่า โค้ดดิ้ง

  • ตอนเดินเข้าไปคุยกับพี่ๆ ที่บูท ก็รู้สึกว่าคลิกกันเลย
  • มีรุ่นพี่ที่เคยฝึกงานที่นี่เล่าให้ฟังว่าบรรยากาศสนุก แถมมีขนมให้กิน 🍪
  • พอได้ลองสัมภาษณ์กับพี่ๆ แผนก Software Development ยิ่งรู้สึกได้เลยว่าที่นี่ “เป็นกันเอง ไม่ตึงเครียด”

พอประกาศผลว่าผมติดที่นี่ ก็ตอบตกลงทันทีแบบไม่ต้องคิดมากเลยครับ ✅


🚀 ช่วง Bootcamp 4 สัปดาห์

ช่วงนี้ถือว่าสนุกและแปลกใหม่มาก 🎉
บริษัทจัด Bootcamp 4 สัปดาห์เพื่อสอน Tool, Library, Language ที่ใช้จริงในการทำงาน

  • ได้ลองเจอพี่ๆ จากหลายแผนก
  • ได้ฝึกใช้เทคโนโลยีที่ไม่เคยเรียนมาก่อน
  • ได้โอกาสตัดสินใจเลือกแผนกที่จะทำงานจริงหลังจบ Bootcamp

สุดท้ายผมก็เลือก Software Development ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก


💡 เริ่มทำโปรเจกต์จริง

หลัง Bootcamp ก็ถึงเวลาลงสนามจริง ⚡
ผมได้รับมอบหมายให้ทำ feature บนระบบ Banana Talent ตาม requirement ของลูกค้า

แรกๆ ยอมรับว่ากดดันมาก 😅 เพราะต้องทำงานให้เสร็จตรงตาม deadline
แต่พอทำไปเรื่อยๆ เริ่มปรับตัวได้ ก็กลับกลายเป็น ความสนุกในการแก้ปัญหาและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ แทน


🏡 บรรยากาศการทำงาน

สำหรับผม บรรยากาศที่ทำงานคือสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่ต้องเจอทุกวัน

  • ที่นี่พี่ๆ ใจดีและเป็นกันเองสุดๆ
  • ช่วงพักกลางวันถ้ามีเวลาเหลือ ก็มักจะมานั่งเล่นบอร์ดเกมด้วยกัน 🎲
  • ก่อนเลิกงานบางวันก็ยังมีเล่นบอร์ดเกมต่ออีก เป็นการปิดวันแบบอบอุ่นเลยครับ

🎁 สิ่งที่ได้จากการฝึกงาน 6 เดือน

หลังจากฝึกงานเสร็จ ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายเกินกว่าที่คาดหวังไว้

  • การสื่อสาร: รู้ว่าควรรายงานงานอย่างไร พูดยังไงให้ชัดเจน
  • ทักษะการทำงานจริง: ได้ฝึกการเขียนโค้ดให้สะอาด ถูกต้อง และ maintain ได้
  • ประสบการณ์ชีวิต: การทำงานร่วมกับทีมในบรรยากาศที่ดี ทำให้ทุกวันเต็มไปด้วยความสนุกและแรงบันดาลใจ

การฝึกงานที่นี่ สำหรับผมแล้ว มันไม่ใช่แค่ “การฝึกงาน” แต่เป็น บทเรียนชีวิตและความทรงจำที่มีค่ามากจริงๆ 💛


👉 ถ้าใครกำลังหาที่ฝึกงาน และอยากได้ทั้งความรู้จริง + บรรยากาศการทำงานที่อบอุ่น  บานาน่า โคดดิ้งคือหนึ่งในตัวเลือกที่ผมอยากแนะนำเลยครับ


รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย ตะ (สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 

รายงานตัวกันก่อนเลยย 🥳

ขั้นแรกเรามาเริ่มทำความรู้จักกันก่อนเลยแล้วกันนะครับ ผมชื่อ นายรชต ธนัญชัย นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชื่อเล่นชื่อ ตะ นะครับ ในครั้งนี้ผมได้มีโอกาสฝึกงานกับทางบริษัท บานาน่าโคดดิ้ง จำกัด โดยผมรู้จักมาจากรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย เป็นระยะเวลา 6 เดือนเต็มมม เรียกได้ว่าในช่วงระยะเวลาเหล่านี้นั้น เต็มได้ด้วยประสบการณ์ต่างๆ ที่ทั้งได้ประโยชน์มากมาย ได้รู้จักเพื่อนๆ และพี่ๆ ที่น่ารัก และยังได้ไป Outing อีกด้วยย 🔥🔥🔥

โดยเริ่มมาวันแรกเป็นอะไรที่สนามอารมณ์สุดๆ ผมตื่นเต้นมากๆ เลยครับ เพราะผมไม่รู้ว่าบรรยากาศการทำงานจะเป็นยังไง มันน่าจะกดดันมากๆ เหมือนในหนังแน่เลย หรือกังวลว่าเราจะเข้ากับคนอื่นได้ดีหรือเปล่า ความคิดมากมายรายล้อมตัวเต็มไปหมดเลย แต่ผมก็ดึงสติกลับมาแล้วก็ทำใจดีสู้เสือไปก่อนเลย ซึ่งในครั้งนี้มีเหล่าเพื่อนๆ ฝึกงานด้วยกันทั้งหมด 4 คน รวมผมแล้วจะเป็น 5 คน ซึ่งน่ารักทุกคนเลยครับ หลังจากเกริ่นมาขนาดนี้ผมว่าเดี๋ยวเราย้ายไปดูเรื่องราวการฝึกงานของผมในแต่ละช่วงกันเลยดีกว่าครับบ

🤓 ช่วงแรก Bootcamp

ในช่วงแรกของ Bootcamp นั้นก็อย่างที่ผมบอกไปว่าผมกังวลมากว่าจะปรับตัวกับการทำงานได้ไหม ซึ่งหลังจากผ่านวันแรกไปผมก็รู้สึกได้เลยว่าความกังวลที่มีมันไปได้หายไปแล้ว เพราะพี่ๆ ที่เข้ามาเข้ามาให้ความรู้ ในช่วง Bootcamp นั้นใส่ใจในรายละเอียดการสอนมากเลยครับ ทำให้เราได้เรียนรู้ และปรับตัวให้เข้าใจเกี่ยวกับ tech stack ต่างๆ ที่บริษัทใช้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Ruby on Rails หรือการเรียนรู้ basic ของ TypeScript หรือแม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม และรูปแบบการทำงานซึ่งทำให้การปรับตัวในการทำงานในช่วงแรก ทำได้ง่ายขึ้นมากๆ เลยครับ

😎 ช่วงเข้าโปรเจค Banana Talent

หลังจากที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชนในช่วง Bootcamp ผมคิดว่าผมพร้อมแล้วสำหรับการเข้าโปรเจค จริงๆ โดยผมเลือกเข้าไปทำในส่วนของ Software Development เพราะคิดว่าในตอนนี้เป็นสายงานที่ผมน่าจะถนัดที่สุดแล้ว ซึ่งในช่วงแรกก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีเลยนะครับ จนกระทั่งความท้าทายครั้งใหม่ได้เข้ามากระแทกอย่างจัง นั้นคือช่วงที่ผมได้เริ่มลองทำงานแบ่งหน้าบ้านและหลังบ้านกับเพื่อน ช่วงนั้นรู้สึกว่าเราสื่อสารกันน้อยเกินไป ทำให้เกิดปัญหาตามมาพอสมควร แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทั้งพี่ๆ ที่คอยให้คำปรักษา และเพื่อนๆ ที่คอยช่วยกันแก้ไขก็ทำให้ feature หลายๆ งานผ่านไปได้ด้วย ddd (ผ่านไปได้ด้วยดีนะครับๆ 🤭)

🤯 ช่วง Outing

และในที่สุดผ่านมาถึงในช่วงนี้ช่วงที่พวกผมรอยคอ เอ้ย! รอคอยนั้นก็คือช่วง outing ซึ่งตอนแรกผมคิดว่า event นี้น่าจะไม่เกี่ยวกับพวกผมแน่เลยเพราะผมยังเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานจะไปด้วยได้ยังไงแต่สรุปว่าได้ไปด้วย ผมนี้แบบรู้สึกประทับใจสุดๆ เพราะ outing รอบนี้ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรือที่พักอาศัยก็ดีมากๆ ด้วยเรียกได้ว่าเป็น ประสบการณ์จะอยู่ในใจไปอีกนานเลยครับ

🤠 บทส่งท้าย

ซึ่งสุดท้ายนี้ต้องขอบคุณบริษัท บานาน่าโคดดิ้ง จำกัด และพี่ๆ สมาชิกในองค์กรทุกๆ คนด้วยนะครับ ที่ทั้งใส่ใจ และคอยให้คำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประสบการณ์อันมีค่ามากมายเหล่านี้ให้กับผม ถึงผมจะมีผิด มีพลาด พี่ๆ ต่างก็คอยเป็นกำลังใจ และคอยชี้แนะแนวทางให้เมื่อผมต้องการเสมอๆ เลยครับ ผมดีใจมากๆเลยครับ ที่ได้มาฝึกงานที่บริษัท บานาน่าโคดดิ้ง เพราะมีทั้งช่วงเล่นบอร์ดเกม สนุกสนาน และช่วงจริงจังที่เป็นประสบการณ์ ทำงานจริงๆ สุดท้ายนี้ผมก็ขอยินดีกับการครอบรอบ 12 การจัดตั้งบริษัท บานาน่าโคดดิ้ง และขอบคุณประสบการณ์ต่างๆ ที่มอบให้ผมในครั้งนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ 🎉

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย บอส (สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา)

แนะนำตัว 

สวัสดีครับผมชื่อบอส เรียกสั้นๆว่าบอสก็ได้ ผมเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา เชียงใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มาฝึกงานกับสหกิจที่บานาน่าโค้ดดิ้งทั้งหมด 4 เดือนครับ (4 พฤษจิกายน 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568) 

ทำไมถึงเลือกมาฝึกงานที่นี่ 

เริ่มจากที่ผมกับเพื่อนหาที่ฝึกงานในเชียงใหม่แล้วหาว่าบริษัทไหนจะมีผลต่อการพัฒนาตัวเองมากที่สุดซึ่งมาเจอกับ บานาน่าโค้ดดิ้งจึงได้อ่าน blog ของเด็กฝึกงานรุ่นก่อนๆและมีความสนใจ และสมัครทางเว็บไซต์ของบริษัท หลังจากได้รับโอกาสในการสัมภาษณ์ ผมตื่นเต้นมาก เกรงพูดผิดๆถูกๆ โดยเริ่มจาการแนะนำตัวเองให้พี่ๆรู้จัก และประสบการณ์ทำงานของตัวเองว่าทำอะไรมาบ้างให้พี่ๆดู บรรยากาศการสัมภาษณ์ค่อนข้างเป็นกันเอง แต่คำถามเกี่ยวกับ logic ค่อนข้างละเอียดมากครับ 

ช่วง Bootcamp 

ช่วง 2 สัปดาห์แรก จะเป็นช่วงที่เรียนรู้และปรับตัวโดยจะมีพี่ๆมาสอน ซึ่งวันแรกพี่ HRจะเป็นการแจ้งกฎระเบียบวิธีการทำงาน และรายละเอียดของบริษัท โดยสัปดาห์แรกจะได้เรียนสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงาน โดยจะแบ่งเป็น department ต่างๆ เช่น Development process, Source control, Docker, Testing, Ruby, Ruby on Rails, Angular และ Typescript และในสัปดาห์ที่ 2 ของการ Bootcamp เราจะสามารถเลือก department ที่เราสนใจได้แก่ Developer, Tester, Designer, DevOps  และเรียนลงลึกใน department ที่เราเลือก 

หลัง Bootcamp 

โดยหลังจาก Bootcamp ผมเลือก department เป็น Developer และเริ่มเข้าสู่โปรเจค ซึ่งโปรเจคที่ผมได้ทำคือ Banana Talent 1.5 ซึ่งเป็นโปรเจคที่ทำต่อรุ่นก่อน เป็นเว็บสำหรับบันทึกข้อมูลแบบประเมินของพนักงานในบริษัท และนำมาแสดงผลในหน้าเว็ปไซน์ โดยหน้าบ้านจะใช้เป็น Angular + Typescript และหลังบ้านจะใช้เป็น Ruby on Rails 

บรรยากาศในการทำงาน 

Banana Coding เป็นบริษัทที่เป็นกันเองมาก พนักงานทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส และมีความเป็นมืออาชีพในตัวเอง เราสามารถถามคำถามที่ไม่เข้าใจกับพี่ๆ ได้เลย ซึ่งทำให้เราไม่รู้สึกกดดันมากเกินไป ยังมีขนมหรือมาม่าให้กินตลอด จนน้ำหนักขึ้นเลย 5555 ถ้าได้มาที่นี่ รับรองว่ามีความสุขแน่นอนครับ 

สิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน 

ประสบการณ์ที่ได้รับทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน เช่น การวางโครงสร้างและการทำงานที่ต้องมีแบบแผนก่อนเริ่มการ coding ซึ่งทำให้ผมสามารถพัฒนาทักษะและเทคนิคได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังได้ร่วมงานกับพี่ๆ ที่มีประสบการณ์ ซึ่งคอยให้คำแนะนำและเตือนเมื่อเราทำไม่ถูกต้องตามหลักการ สิ่งนี้ทำให้ผมได้แนวคิดใหม่ๆ และเรียนรู้วิธีการทำงานในโครงสร้างของบริษัท กระบวนการทำงาน และการทำงานเป็นทีม ที่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ 

รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย ปาร์ตี้ (สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา)

แนะนำตัว 

สวัสดีครับ ผมชื่อ รัชชานนท์ คุณยศยิ่ง ชื่อเล่น ปาร์ตี้ เป็นนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คณะ วิศวะกรรมศาสตร์ สาขา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มาฝึกสหกิจที่บริษัท บานาน่า เป็นระยะเวลาทั้งหมด 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 

รู้จักกับ บานาน่า โคดดิ้ง ได้ยังไง ? (ไหนเล่าสิ) 

รู้จักบานาน่าตอนเรียนอยู่วิชา Software Design ครับ อาจารย์สอนเรื่องการทำงานในรูปแบบของ SDLC ต่างๆ แล้วได้ยกตัวอย่างบริษัท Banana Coding มาประกอบการสอน จนได้เริ่มหาที่ฝึกงานผมก็เริ่มสนในใจในบริษัท Banana Coding ประจวบเหมาะกับด้วยบริษัทประกาศรับสมัครอยู่พอดี เลยได้ส่ง Resume ไป จนมีโอกาสสัมภาษณ์ แล้วก็ผ่านการสัมภาษณ์ไปด้วยดีครับ จากนั้น 1-2 วัน ก็เริ่มมีสายโทรเข้ามาจากเพื่อนของผมที่ชื่อ 
บอสก่อนแล้วบอสก็พูดว่ามีข่าวดีจะบอกแล้วก็วางสายไปจากนั้นก็มีสายโทรเข้าจาก HR โทรเข้ามาบอกว่าผ่านการสัมภาษณ์ ตอนนั้นคือรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แล้วก็ตื่นเต้นมากๆครับที่ได้ฝึกสหกิจ ที่บริษัท Banana Coding 

ช่วง Bootcamp 

ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เป็นช่วงที่พี่ ๆ ได้เข้ามาสอนในเรื่องต่าง ๆ ที่ควรจะรู้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ครับ ไม่ว่าจะเป็น การทำงานเป็นทีมด้วย Source Control การเขียน Test case การเขียน Unit Test หรือ Framework ที่องค์กรใช้เป็นหลักเช่น Ruby, Angular และ อื่น ๆ อีกมากมายเลยครับ ในช่วง Bootcamp ผมตั้งใจมาก ๆ เลยครับเพราะคิดว่าไม่สามารถหาประสบการณ์แบบนี้ได้จากที่ไหนแล้ว แต่ที่บริษัท Banana Coding สามารถให้ได้ครับ 

ช่วงที่ได้ทำโปรเจค 

ได้ทำโปรเจคหลังจากเข้า Bootcamp ซึ่งโปรเจคที่ผมได้ทำคือ Banana Talent และผมเลือก Department เป็น Developer โดยได้ทำงานในส่วนของการ Import File Excel เป็นงานที่ท้าทายสำหรับผมมากที่ได้ออกแบบฐานข้อมูลได้เข้าใจวิธีการอ่านข้อมูลจาก Excel และในตลอดการทำโปรเจคจะมี Standup Meeting เพื่ออัพเดทว่าเมื่อวานทำอะไรและวันนี้จะทำอะไรบ้างเพื่อวางแผนการทำงานในแต่ละวัน ถ้าติดปัญหาสามารถถาม และขอคำแนะนำจากพี่ ๆ ได้เลย 

บรรยากาศการฝึกงานเป็นยังไงบ้าง 

บรรยากาศการทำงานที่ Banana Coding เป็นแบบเป็นกันเอง และ สนุกสนาน มากครับ แม้ว่าจะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ต้องโฟกัสกับงาน แต่พี่ ๆ ทุกคนก็ช่วยให้การทำงานไม่น่าเบื่อเลย มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่เสมอ และพร้อมช่วยเหลือกันตลอด มีขนมให้กินตลอดเวลาเลย 

สิ่งที่ได้จากการฝึกงานที่นี่ 

ตลอดระยะเวลาการฝึกงานที่ Banana Coding ผมได้สัมผัสกับการทำงานจริง เจอกับปัญหาที่ต้องแก้ไข และเจอแรงกดดันที่ทำให้ผมต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา จากวันแรกที่เข้ามาฝึกจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นมากทั้งในด้านเทคนิคและแนวคิดในการทำงาน การทำงานที่นี่ทำให้ผมเข้าใจ การทำงานเป็นทีม มากขึ้น ได้ฝึก การสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม ว่าเมื่อได้รับงานมา เราควร วางแผนและจัดลำดับความสำคัญ อย่างไรให้เสร็จทันกำหนด ได้เรียนรู้ เครื่องมือใหม่ ๆ วิธีคิด และแนวทางการแก้ปัญหาที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย ที่สำคัญคือได้ฝึก การรับมือกับความผิดพลาด รู้ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้น เราควรแก้ไข และจัดการกับมันอย่างไร และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้อีกคือ ผมจะต้องไม่หยุดเรียนรู้ครับ