รีวิวการฝึกสหกิจกับบานาน่า โคดดิ้ง โดย เบสท์ (สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา)

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนเลยนะครับ 

สวัสดีครับ ผมชื่อพัชรพล โยริยะ หรือเรียก “เบสท์” ก็ได้ครับ เป็นคนลำปูนแต้ๆ มาอยู่เชียงใหม่ได้ 4 ปี และปัจจุบันเป็นนักศึกษาสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์(ป.ตรี) ชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ ได้มาฝึกสหกิจที่บริษัทบานาน่าโค้ดดิ้งตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 6 มีนาคม รวมระยะเวลา 4 เดือนครับ

รู้จักกับ บานาน่า โคดดิ้ง ได้ยังไง
      เอาจริง ๆ ตอนแรกผมก็ไม่รู้เลยว่าเชียงใหม่จะมีบริษัทที่ทำ Software House แบบจริงจังขนาดนี้ครับ ปกติผมจะคิดว่าถ้าอยากทำสายโปรแกรมเมอร์จริง ๆ คงต้องเข้าไปหางานหรือฝึกงานที่กรุงเทพฯ เพราะโซนเชียงใหม่–ลำพูนที่ผมคุ้นเคย ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือสาย IT ในองค์กรทั่วไป ซึ่งไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่ผมอยากลองเท่าไหร่ และผมก็รู้ตัวเองชัดเจนว่าไม่อยากไปฝึกในโรงงาน

จนกระทั่งช่วงที่ต้องเริ่มหาที่ฝึกสหกิจ ผมเริ่มค้นหาข้อมูลบริษัทในเชียงใหม่แบบจริงจังมากขึ้น ทั้งจากอินเทอร์เน็ต กลุ่ม Internship และอ่านรีวิวจากรุ่นพี่หลาย ๆ คน จนไปเจอชื่อ Banana Coding ตอนแรกก็แค่สนใจเฉย ๆ แต่พอได้ลองอ่านประสบการณ์ของรุ่นพี่ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า “ที่นี่มันดูใช่” เพราะมีทั้ง Bootcamp ก่อนเข้าโปรเจคจริง ได้ทำงานกับโปรดักชันจริง และบรรยากาศการทำงานที่ดูเป็นกันเองมาก ตอนที่สมัคร ผมมากับเพื่อนอีกคนหนึ่งครับ ซึ่งเขาตั้งใจลงตำแหน่ง Developer ส่วนตัวผมเองตอนนั้นก็สาย Dev เหมือนกัน แต่ผมไม่อยากลงตำแหน่งซ้ำกับเพื่อน เลยตัดสินใจลองสมัครในตำแหน่ง Test Engineer (TE) แทน ซึ่งถือว่าเป็นการ “ย้ายสาย” จาก Dev มา TE แบบจริงจังครั้งแรกในชีวิต

ยอมรับเลยว่าตอนนั้นไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมมองว่ามันเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองอีกบทบาทหนึ่งในสายงาน Software เพราะปกติเราจะชินกับการเขียนโค้ด พัฒนา feature แต่ไม่ค่อยได้โฟกัสเชิงคุณภาพ กระบวนการทดสอบ หรือมุมมองแบบ Tester มากนัก ผมเลยคิดว่า ถ้าได้ลองทำ TE จริง ๆ ก็น่าจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับตัวเองได้

หลังจากสมัคร ก็เข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ทั้งหมด 2 รอบ ซึ่งกินระยะเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม ๆ ช่วงนั้นบอกตรง ๆ ว่าลุ้นมาก เพราะระหว่างรอผล ผมก็ยื่นสมัครหลายบริษัท และก็ติดหลายที่เหมือนกัน

แต่แปลกมากครับ พอผมผ่านสัมภาษณ์รอบแรกของที่นี่ได้ ผมกลับรู้สึกผูกพันแบบบอกไม่ถูก เหมือนในใจมันตัดสินใจไปแล้วว่า “อยากฝึกที่นี่” ทั้งที่ยังไม่รู้ผลรอบสองเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายผมเลยตัดสินใจปฏิเสธบริษัทอื่นทั้งหมด แล้วเลือกเดิมพันกับที่นี่ที่เดียว

ส่วนเพื่อนที่มาสมัครด้วยกันในสาย Dev สุดท้ายเขาไม่ได้รับคัดเลือก ซึ่งก็แอบรู้สึกแย่เหมือนกันครับ เพราะเรามาด้วยกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ที่ฝึกงานที่ดีอีกที่หนึ่ง และเราก็ยังคอยให้กำลังใจกันตลอด

วันสัมภาษณ์รอบสอง ผมยังตื่นเต้นเหมือนเดิม คิดในใจเลยว่าถ้าไม่ผ่านจริง ๆ อาจต้องดรอปวิชาสหกิจไว้ก่อน เพราะผมตั้งใจมากว่าอยากฝึกที่นี่ให้ได้

จนกระทั่งวันที่ HR โทรมาบอกว่าผมผ่านการคัดเลือก ตอนนั้นดีใจมากจริง ๆ ครับ เหมือนยกภูเขาออกจากอก และรู้สึกว่าการตัดสินใจย้ายสายมา TE และการ “เดิมพัน” ครั้งนั้น มันคุ้มค่ามาก

สำหรับผม การได้เข้ามาฝึกที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสถานที่ฝึกงาน แต่เป็นการกล้าลองในสิ่งใหม่ กล้าตัดสินใจ และกล้าออกจาก comfort zone ของตัวเองครับ


ช่วง Bootcamp 
 
การมี Bootcamp เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมอยากมาฝึกงานที่นี่เลยครับ เพราะสำหรับเด็กฝึกงาน การได้มีช่วงเตรียมตัวก่อนลงโปรเจคจริงมันสำคัญมากจริง ๆ มันเหมือนเป็นช่วงให้เรา “ตั้งหลัก” ก่อนจะลงสนามจริง ในช่วง Bootcamp จะมีพี่ ๆ จากแต่ละพาร์ทมาสอนและแชร์ประสบการณ์ให้เรา ทั้ง Design, TE, Dev และ DevOps ได้เห็นภาพรวมว่าการทำงานในบริษัทจริง ๆ เขาทำกันยังไง หัวข้อที่เรียนก็เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในโปรเจคจริงเลย เช่น Ruby, Ruby on Rails, JavaScript, TypeScript, Azure DevOps และ Git รวมถึงการ set up environment ต่าง ๆ ที่ต้องใช้จริงด้วย ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎีแล้วจบ แต่ได้ลองทำเองจริง ๆ

สำหรับผม ช่วง Bootcamp กลับเป็นช่วงที่ไม่ค่อยกดดันเลย บรรยากาศค่อนข้างเป็นกันเองมาก ๆ รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ Safezone ให้เราถามได้ทุกอย่างแบบไม่ต้องกลัวดูไม่เก่ง ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้ทันที พี่ ๆ ก็พร้อมอธิบายซ้ำ ยกตัวอย่าง หรือเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ บางวันก็มีการบ้านเล็ก ๆ หรือโปรเจคย่อยให้ลองทำ เพื่อให้เราได้เอาสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้จริง ตอนทำก็มีทั้งงง ๆ ทั้งสนุก ๆ ปนกันไป แต่พอทำเสร็จแล้วมันรู้สึกดีมาก เหมือนเราเริ่มจับทางได้ และเริ่มเห็นภาพการทำงานจริงชัดขึ้นเรื่อย ๆช่วง Bootcamp เลยไม่ได้เป็นแค่ช่วงเรียนรู้เทคโนโลยี แต่เป็นช่วงที่ช่วยปรับ mindset ให้พร้อมกับการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการรับผิดชอบงานมากขึ้น พอถึงเวลาต้องเข้าโปรเจคจริง ผมเลยรู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ ไม่ได้รู้สึกว่าเราถูกโยนลงสนามแบบไม่มีพื้นฐานเลยครับ

ช่วงที่ได้ทำโปรเจค 

หลังจากจบช่วง Bootcamp ก็ต้องเลือก Department ซึ่งผมตัดสินใจเลือกสาย Test Engineer แบบจริงจังตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ถึงจะเป็นการย้ายสายจาก Dev มาก็ตาม ช่วงแรกพี่ ๆ TE จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานกระบวนการทำงานของ Tester ว่าในโปรเจคจริงเขาทำงานกันยังไง เริ่มจากฝึกเขียน Test Case ให้คิดเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่แค่ทดสอบตามความรู้สึก แล้วก็ได้ลอง Manual Test ตาม Test Case ที่มีอยู่ก่อน เพื่อให้เข้าใจ flow ของระบบจริง ๆ แล้วก็มีภารกิจสำคัญคือ… ไปไล่ดูคลิปใน wiki.bananacoding ประมาณ 10 ชั่วโมง  บอกเลยว่ามีน้ำลายยืดนอนฟังบ้าง นั่งฟังบ้าง จนจบ ไม่แน่ใจว่าเข้าหัวครบไหม 555 แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพรวมของระบบและวิธีคิดแบบ TE มากขึ้นจริง ๆพอเริ่มจับทางได้ ก็เข้าสู่การทำโปรเจคจริง ซึ่งผมได้ทำทั้งหมด 3 โปรเจคหลัก แต่ละโปรเจคให้ประสบการณ์ต่างกันชัดเจนมาก โปรเจคแรกเป็นโปรเจคฝึกงาน ทำร่วมกับ Dev อีก 2 คน ในโปรเจค Banana AI อันนี้เหมือนสนามฝึกจริงของพวกเราเลยครับ ผมได้เขียน Test Case เอง ไล่ Manual Test ตาม flow ต่าง ๆ คุยกับ Dev ว่า requirement แบบนี้ควร test ครอบคลุมแค่ไหน เจอบัคก็หันไปคุยกันตรง ๆ แก้กันสด ๆ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันแบบใกล้ชิดมาก

อีก 2 โปรเจคเป็นงานลูกค้าจริง คือ CCT และ SmartCheck ซึ่งทำให้ผมได้เห็นภาพการทำงานในสเกลที่จริงจังมากขึ้น หน้าที่หลักคือเขียน Test Case จาก requirement ที่ได้รับ แล้วทดสอบทั้งแบบ Manual และบางส่วนที่ต้องช่วยเตรียมสำหรับ Automated

โดยเฉพาะโปรเจค SmartCheck ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่ผึ้งและทีมบ่อยมากขึ้น คุยกันตั้งแต่ logic การทำงานว่า flow แบบนี้ถูกไหม ควร test ตรงไหนเพิ่ม บางครั้งพี่เขาก็มีกวน ๆ แซวบ้าง แต่บรรยากาศสนุกมาก และได้ความรู้เยอะมากจริง ๆ มีช่วงหนึ่งที่ต้องเทียบข้อมูลจาก API ด้วย Bruno กับข้อมูลลูกค้าจริง ว่าตรงกับที่แสดงบน Dashboard ไหม ถ้าไม่ตรงก็ต้องไล่ดูสาเหตุแล้วแจ้ง bug กลับไป กระบวนการพวกนี้ทำให้ผมเข้าใจภาพรวมของระบบมากขึ้น ไม่ใช่แค่กดทดสอบหน้าเว็บ แต่ต้องเข้าใจตั้งแต่ data flow ข้างหลังด้วย สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ สิ่งที่ท้าทายมากคือ requirement บางอย่างไม่ได้ชัด 100% เราเลยต้องคิดเพิ่มเองว่า “ถ้าเป็นผู้ใช้จะทำอะไรได้อีก” นอกจาก happy path ก็ต้องคิดถึง edge case, validation และผลกระทบกับฟีเจอร์อื่น ๆ ด้วย ตรงนี้ทำให้ผมรู้เลยว่า TE ไม่ใช่แค่คนทดสอบตามรายการ แต่เป็นคนช่วยดูคุณภาพของระบบในภาพรวม

ในทุก ๆ วันจะมีการ stand-up ภายในโปรเจค เพื่ออัปเดตว่าวันนี้ทำอะไร ติดปัญหาตรงไหน และต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ทุกสัปดาห์จะมีการอัปเดต Sprint และฝั่ง TE เองก็จะมีสรุปงานทุก ๆ 2 สัปดาห์ ทำให้เห็นชัดว่างานเดินไปถึงไหนแล้ว และ Sprint ถัดไปต้องโฟกัสอะไร

ผมชอบการทำงานแบบ Agile มาก เพราะมันทำให้เป้าหมายชัดเป็นช่วง ๆ ไม่ได้ทำงานแบบลอย ๆ และเรารู้เสมอว่างานของเราส่งผลกับภาพรวมยังไง

จากที่ตอนแรกย้ายสายมาลอง TE แบบยังไม่แน่ใจ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นคุ้มค่ามาก มันเปิดมุมมองใหม่ในสาย Software ให้ผมแบบชัดเจนจริง ๆ และที่สำคัญคือ… ผมสนุกกับตำแหน่งนี้ครับ 

บรรยากาศการทำงาน
ก่อนมาฝึกงาน ผมแอบคิดว่าบริษัทสาย Software น่าจะบรรยากาศจริงจัง เงียบ ๆ ทุกคนนั่งโค้ดหน้าตึงกันทั้งวัน แต่พอได้มาทำงานจริง ๆ ภาพนั้นหายไปเลยครับ

ที่นี่บรรยากาศเป็นกันเองมาก พี่ ๆ ทุกคนเข้าถึงง่าย ถามได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องทั่วไป เวลาเราติดปัญหาไม่ต้องนั่งเครียดคนเดียว เดินไปถามได้เลย หรือบางครั้งพี่ ๆ ก็เดินมาถามเราก่อนด้วยซ้ำว่า “โอเคไหม ติดอะไรหรือเปล่า” มันทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแค่เด็กฝึกงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของทีมจริง ๆ

ในห้องทำงานจะมีทั้งช่วงโหมดจริงจังตอนโฟกัสงาน และช่วงที่มีเสียงหัวเราะจากมุขพี่ ๆ แทรกเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดเกินไป

ช่วงพักเที่ยงหรือหลังเลิกงาน ถ้ามีเวลา พี่ ๆ ก็มักจะชวนกันเล่นบอร์ดเกมหรือไพ่กันบ้าง เป็นโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ทำให้สนิทกันมากขึ้น บางโอกาสหลังเลิกงานก็มีการนั่งกินข้าวหรือสังสรรค์เล็ก ๆ กันบ้าง เป็นบรรยากาศสบาย ๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นช่วงที่ผมฝึกงานอยู่ก็มีการจัดงานปีใหม่ของบริษัท ได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สนุกมาก ทั้งเล่นเกม จับรางวัล และใช้เวลาร่วมกันนอกเหนือจากเรื่องงาน

อีกช่วงหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือช่วงที่มีพี่ ๆ หลายคน เช่น พี่นัท พี่ไอซ์ พี่มาร์ค และพี่มะนอย ตัดสินใจก้าวออกไปพัฒนาตัวเองในที่ใหม่ ๆ ตอนนั้นก็มีทั้งความรู้สึกดีใจกับพี่ ๆ และแอบใจหายเหมือนกัน บริษัทก็มีการเลี้ยงอำลา ได้กินข้าวด้วยกันหลายครั้ง (ชาบูถึงสองรอบเลยครับ ) เป็นบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและซึ้งในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ผมประทับใจคือ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสนุกหรือช่วงเวลาที่ต้องบอกลา ทุกอย่างเต็มไปด้วยความจริงใจและความเป็นทีม สำหรับผม บรรยากาศการทำงานที่ดีแบบนี้มีผลมาก เพราะมันทำให้ผมกล้าถาม กล้าลองผิดลองถูก และกล้าพัฒนาตัวเองมากขึ้นจริง ๆ ครับ

สิ่งที่ได้จากการฝึกงานกับ บานาน่า โคดดิ้ง 

ตลอดเวลาที่ฝึกงานที่นี่ ผมได้อะไรมากกว่าที่คิดไว้เยอะมากครับ อย่างแรกเลยคือความรู้และประสบการณ์จริง แบบที่ในห้องเรียนให้ไม่ได้ ผมได้เห็นขั้นตอนการทำงานของโปรเจคจริงตั้งแต่ต้นจนจบ เข้าใจว่าการทำ Software ในโลกจริงมันไม่ได้มีแค่เขียนโค้ดหรือกดเทสให้ผ่าน แต่ต้องคิดเป็นระบบ คิดเผื่อผู้ใช้ และคิดเผื่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเสมอ การตัดสินใจย้ายสายจาก Dev มาเป็น Test Engineer ตอนแรกก็ลังเลเหมือนกัน แต่พอได้ลองทำจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก มันเปิดมุมมองใหม่ให้ผม เข้าใจคำว่า “คุณภาพของระบบ” ชัดเจนขึ้น และทำให้ผมมองการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รอบด้านกว่าเดิม ผมได้ฝึกเขียน Test Case แบบมีโครงสร้าง ฝึกคิด edge case ฝึกตั้งคำถามกับ requirement และที่สำคัญคือได้ฝึกสื่อสารกับทีม ได้เรียนรู้ว่าบางครั้ง “การถามให้ชัด” สำคัญพอ ๆ กับการลงมือทำ

นอกจากเรื่องงาน ผมยังได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การรับฟังความคิดเห็น การปรับตัว และการรับผิดชอบงานของตัวเองมากขึ้น

สิ่งที่ผมรู้สึกชัดที่สุดคือ “ความมั่นใจ” ผมโตขึ้น กล้าคิด กล้าพูด กล้าตัดสินใจ และกล้าลองในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนการฝึกงานครั้งนี้เลยไม่ใช่แค่การมาเก็บชั่วโมงสหกิจ แต่เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ลองผิด ลองถูก ได้สนุก ได้เครียดบ้าง หัวเราะบ้าง และเติบโตขึ้นจริง ๆ ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากได้ร่วมงานกับที่นี่ต่อในอนาคต เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ฝึกงาน แต่เป็นที่ที่ทำให้ผมเห็นภาพเส้นทางของตัวเองชัดขึ้นครับ

คำคมส่งท้าย : “จากคนถามว่า ‘ต้องทำอะไรครับพี่?’ สู่คนถามว่า ‘ทำไมมันพังครับพี่?’”